เกร็ดความรู้คู่ประวัติศาสตร์ไทย จากละคร ‘บุพเพสันนิวาส’

เกร็ดความรู้คู่ประวัติศาสตร์ไทย จากละคร ‘บุพเพสันนิวาส’

ดังสุดฉุดไม่อยู่แล้วจริงๆ กับละครย้อนยุค ‘บุพเพสันนิวาส’ ที่เป็นละครย้อนประวัติศาสตร์ของสมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยนั้นเรื่องสำคัญในประวัติศาสตร์มากมายที่น่าสนใจ เรามาดูเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยน่ารู้จากละคร ‘บุพเพสันนิวาส’ กัน!

1. ละครบุพเพสันนิวาส อยู่ในช่วงไหนของสมัยกรุงศรีอยุธยา?

สมัยกรุงศรีอยุธยาเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.1893-2310 ซึ่งละครนี้น่าจะเริ่มเรื่องในปี พ.ศ. 2225 ซึ่งตรงกับแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199-2231) และต่อเนื่องไปจนถึงสมัยพระเพทราชา (พ.ศ.2231 - 2246) และสมเด็จพระเจ้าเสือ (พ.ศ.2246–2251)

2. คำว่า “ออเจ้า” ถูกใช้จริงในสมัยนั้น!

คำนี้ปรากฏอยู่ใน “จดหมายเหตุลาลูแบร์” (Du Royaume de Siam โดย Simon de la Loubère) ซึ่งบันทึกเกี่ยวกับสรรพนามบุรุษที่ 2 กับสรรพนามบุรุษที่ 3 มีคำว่า เธอ (teu), ท่าน (tan), เอ็ง (eng), มัน (man) และ ออเจ้า (otcháou) “Otchaou” นั่นคือ ออเจ้า ใช้พูดกับผู้ที่ฐานะต่ำกว่า และซึ่งผู้พูดไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามมาแต่ก่อน ทั้งนี้ก็ไม่มีการบังคับใช้ว่าจะต้องใช้แบบที่ลาลูแบร์ระบุไว้เท่านั้น และปรากฏอีกครั้งในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระอัครมเหสีในรัชกาลที่ 2 ก็ได้เรียก เจ้าจอมมารดาเรียม พระสนมเอกของรัชกาลที่ 3 ว่า “ออเรียม” ถือว่าคำนี้เป็นคำที่ชนชั้นสูงใช้กัน

3. มนต์กฤษณะกาลี มีจริงหรือไม่?

มนต์กฤษณะกาลี ไม่มีจริง เป็นแค่ชื่อที่แต่งขึ้นจากจินตนาการเท่านั้นค่ะ มีแต่ มนต์บูชาพระกฤษณะของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นการพ้องชื่อกันโดยบังเอิญ ซึ่งไม่เกี่ยวอันใดกันเจ้าค่ะ

4. 5 บาท 10 บาท ของสมัยโบราณคืออะไรกัน?

เป็นการนับเวลาแบบโบราณ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน “บาท” มีความหมายอีกหนึ่งอย่างว่า ช่วงเวลาเท่ากับ 1 ใน 10 ของชั่วโมง เท่ากับ 6 นาที โบราณเขียนเป็น บาตร ก็มี เช่น ย่ำรุ่งสองนาลิกา เสษสังขยาห้าบาตร (ตะเลงพ่าย)

1 บาท = 6 นาที

5 บาท = 30 นาที

10 บาท = 60 นาที หรือ 1 ชั่วโมงนั่นเองค่ะ

5. คนสมัยกรุงศรีอยุธยา กินอะไรกัน?

สมัยนี้มีการติดต่อกับชาวต่างชาติ ทั้งตะวันตกและตะวันออกมากขึ้นกว่าสมัยสุโขทัย จากบันทึกที่เคยปรากฏ เขาว่า คนไทยกินอาหารเรียบง่าย มีปลาเป็นหลักเพราะหาได้ง่าย มีต้ม แกง และจะใช้น้ำมันมะพร้าวและกะทิ มีการถนอมอาหารด้วยการทำปลาตากแห้งหรือปลาเค็ม จะสังเกตได้ว่านิยมกินสัตว์น้ำมากว่าสัตว์บก และในสมัยนี้ก็จะมีวัฒนธรรมจากอาหารต่างชาติเข้ามาผสมผสานด้วย

6. หมื่นสุนทรเทวา หรือ ขุนศรีวิสารวาจา

เป็นที่รู้จักในนามคุณพี่หมื่นของแม่การะเกด เป็นบุตรชายของพระโหราธิบดี พระมหาราชครูของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บทบาทสำคัญในปี พ.ศ.2229 ได้รับเลือกเป็นตรีทูตของคณะทูตที่เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ ประเทศฝรั่งเศส นำโดย ออกพระวิสุทธสุนธร หรือ พระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นราชทูต, ออกหลวงกัลยาราชไมตรี เป็นอุปทูต และออกขุนศรีวิสารวาจา เป็นตรีทูต

7. ท้าวทองกีบม้า หรือ มารี กีมาร์ “ราชินีแห่งขนมไทย”

ท้าวทองกีบม้า ภรรยาของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ทั้งคู่สมรสกันในขณะที่เธอยังอายุแค่ 16 ปี เท่านั้นเอง เรื่องที่โดดเด่นคือเรื่อง “ขนมไทย” ที่เชื่อว่าได้สร้างสรรค์ขนมหวานหลายชนิดโดยดัดแปลงมาจากขนมโปรตุเกส ไม่ว่าจะ ฝอยทอง, ทองหยิบ, ทองหยอด ฯลฯ อย่าง ทองหยิบ ที่ท่านได้คิดค้นขึ้น สมัยก่อนเรียกว่า “ขนมทองกลีบม้า” สมัยก่อนขนมจะจับจีบเพียงแค่สามจีบเท่านั้น และ ขนมฝอยทอง ก็เรียกว่า “ขนมทองพยศ” ซึ่งขนมชนิดนี้ท้าวทองกีบม้าไม่ได้เป็นผู้รังสรรค์ อาจมีผู้ที่มีความรู้เรื่องอาหารสมัยนั้นที่คิดขึ้นมาและตั้งชื่อตามชั้นยศ อาจเป็นต้นห้องเครื่องที่ทำขนมอยู่ในวัง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก BEC Tero, Ch3 Thailand, Wikipedia, จดหมายเหตุลาลูแบรฉบับสมบูรณ์: ราชอาณาจักรสยาม, FB Page: เพจหอสมุดพระราชวังสนามจันทร์, รอมแพง

Related Content