Exclusive Talk : DOSE ยาดุดันประจำบ้าน

Exclusive Talk : DOSE ยาดุดันประจำบ้าน

ในวันที่อากาศร้อนอย่างพิเศษ คล้ายเป็นลางบอกเหตุว่าการสัมภาษณ์ของเราในวันนี้คงจะมีอะไรไม่ธรรมดา หลังนาฬิกาคล้อยเข้าเวลาที่นัดไว้ เสียงอันคุ้นหูก็ดังขึ้น

“รออีกแปปนะครับ อีกคนใกล้จะถึงแล้ว”

ระหว่างรอให้ทุกคนพร้อม เราซ้อมอ่านคำถามไว้ เพราะวงดนตรีที่จะมาพูดคุยกับเราครั้งนี้ถือได้ว่าพวกเค้ากำลังโดดเด่นเป็นที่น่าจับตามอง ด้วยเพลงร็อกที่แตกต่างจากวงทั่วไป อีกทั้งความน่าสนใจของแต่ละคนยังเข้มขรึมน่าค้นหา และตอนนี้ดูเหมือนสมาชิกทุกคนจะพร้อมแล้ว

“พวกเราครบ DOSE แล้วครับ ถ้าพร้อมแล้วเริ่มได้เลย”

งั้นก่อนอื่นให้พวกพี่แนะนำตัวกันสั้นๆ ครับ

หลิว : หลิวครับ ตีกลอง

ริน : รินครับ ร้องนำ

บาส : บาสเล่นเบสครับ

แทน : แทนเล่นกีต้าร์ครับ

จุดเริ่มต้นของ DOSE มีที่มาที่ไปเป็นยังไงครับ

บาส : จุดเริ่มต้นของ DOSE เริ่มมาจากที่บาสกับรินออกจากวงเก่าและเราก็อยากทำเพลงกันเลยเริ่มหาสมาชิกที่ยังขาดอยู่ คือต้องบอกก่อนว่าตอนเราออกนี่เราไม่รู้เลยว่าสมาชิกในอนาคตจะเป็นใคร ไม่ได้หาไม่ได้เตรียมไว้ เรียกว่ามาตายเอาดาบหน้าได้เลย

จากนั้นคนแรกได้ ‘แทน’ มาก่อน เพราะเค้าเป็นเพื่อนของเพื่อนรินอีกที เริ่มจากเราไปดูแทนเล่นดนตรีกลางคืนก่อนแล้วมีโอกาสได้พูดคุยกัน เค้าใช้เวลาตัดสินใจสักพักก่อนจะมาร่วมวงด้วยกันครับ

ส่วน ‘พี่หลิว’ จริงๆแล้วเราเคยลองมือกลองมาหลายคน แต่ด้วยเคมีที่ตรงกัน ทำให้มือกลองก็ได้เป็นพี่หลิวครับ

แล้วพี่หลิวทำไมถึงเลือกอยู่กับ DOSE ครับ

หลิว : ตั้งแต่เด็กจนโตผมก็เล่นกลางคืนแล้วก็เป็นแบ็คอัพให้หลายศิลปินมาตลอด ทั้งโดม ทั้งแหนม รณเดช ทั้งปาล์มมี่ แต่หลักๆ ก็จะเป็นปาล์มมี่ ส่วนวงก็เคยทำตอนเด็กๆ มีเป็นเดโมแต่สุดท้ายก็กระจายแยกย้ายกันออกไป ทำให้สิ่งที่เป็นตัวตนและเลี้ยงชีวิตเรามาตลอดก็คือการเล่นแบ็คอัพ

จนมีช่วงหนึ่งที่เราว่างไม่ได้ทำอะไร ไม่ตีกลอง ไม่ทำอะไรเลย จนวันหนึ่งรินมาชวน คือผมงงมากมันเรียกออกไปทำไมตอนตี 2!

ผมก็นึกว่ามันเรียกไปกินเหล้า แต่มันบอกว่าพี่ผมมีอะไรจะคุยด้วย

"พี่ผมจะทำวง"

หลังได้ยินผมเงียบไปและใช้เวลาคิดอยู่พักหนึ่ง...ประมาณครึ่งชั่วโมง (ตรงนี้หัวเราะกันทั้งวงครับ ฮ่า)

รินก็บอกแค่ว่าจะทำวง เป็นอัลเทอร์เนทีฟ ยุค 90’s โอเค เราอาจจะไม่เห็นภาพแหละ แต่เพราะเราไว้ใจรินไง เค้าเป็นคนมีรสนิยมในการฟัง การเล่น ส่วนเรื่องสกิล เรื่องรอดไม่รอด เราไม่คิดเลยครับ เราคิดแค่ว่า ถ้าไม่ลอง มันก็ไม่ใช่โอกาสของชีวิต

มันอาจเป็นโอกาสเดียวที่ทำให้เรามีความสุข ได้เจอตัวเอง แต่จะประสบความสำเร็จหรือเปล่าอีกเรื่องหนึ่ง แต่สุดท้ายเราคิดถูกที่เลือกอยู่กับ DOSE ครับ ถึงบางช่วงอาจจะล้มลุกคลุกคลาน หรือไม่มีอะไรเลย แต่ไม่มีสักเสี้ยวที่เรารู้สึกเสียใจแม้แต่นิดเดียวเลยครับ

งั้นขอถามพี่แทนบ้างครับ ก่อนหน้าจะมาอยู่ DOSE ไปทำอะไรอยู่ที่ไหนครับ

แทน : จริงๆ ก็เล่นดนตรีกลางคืนครับ วงก็เคยทำมา 2-3 วงแต่ไปไม่รอด (หัวเราะ) เพราะสมัยก่อน บางวงเค้าพยายามจะขายภาพลักษณ์ เรียกง่ายๆ คือขายความหล่อ แต่เราสนใจแค่แก่นหลักก็คือดนตรี อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราไปไม่รอดกับหลายวง จนมาตกกับ DOSE นี่แหละครับ

จริงๆ แล้วก็กลัวว่าจะเป็นแบบเดิมนะ แต่หลังจากได้คุยได้รู้จักกัน วง DOSE ไม่ใช่วงที่พยายามจะขายภาพเลย โอเค ภายนอกมองเค้ามาอาจคิดบ้างว่าเราขายภาพแหละ แต่นั่นไม่ใช่ความตั้งใจของเรา

เพราะ DOSE อยากจะสื่อสารผ่านดนตรีมากที่สุดครับ

แล้วทางพี่รินละครับ การเปลี่ยนบทบาทจากมือคีย์บอร์ด เป็น นักร้องนำ พี่รินมีการปรับตัวอย่างไรบ้างครับ

ริน : เริ่มแรกเลยคือต้องซ้อมร้องเพลงมากขึ้นครับ แต่เมื่อก่อนตอนวงเก่าก็เคยมีร้องบ้าง รวมไปถึงวงสมัยเด็กๆ เราเองก็ร้องนำ เลยอาจจะไม่ได้แตกต่างมากเท่าไหร่ เพียงแต่อาจจะไม่ค่อยชินครับ

แต่เรื่องสำคัญคือการบันทึกเสียงที่ต้องเน้นมากขึ้น รวมไปถึงการแก้ปัญหาหน้าเวที เพราะเรายืนตรงนี้ เป็นฟรอนต์แมนเราเห็นก่อนเพื่อน ต้องมีสมาธิมากขึ้นครับ

เพราะเมื่อก่อนเราเล่นคีย์บอร์ด เราก็โฟกัสแค่ส่วนที่เราเล่น แต่ตอนนี้เรายืนข้างหน้าทำให้ต้องมองไกลกว่าคนอื่นครับ

มาพูดถึงซิงเกิ้ลล่าสุดที่ปล่อยออกมาซึ่งใช้ชื่อว่า ‘ซ้ำซาก’ มีที่มาและแนวคิดในการทำยังไงบ้างครับ

แทน : จริงๆเพลงนี้มีการเปลี่ยนเมโลดี้มาจากเดโมค่อนข้างมาก คือถ้าฟังเดโมเมโลดีมันจะไม่เหมือนกันเลย ค่อนข้างจะช้าทั้งเพลง แต่พอวันนั้นเราเอาเดโมตัวนั้นมาขยายเพื่อจะทำให้มันดีขึ้น ตัวโปรดิวเซอร์ของเรา ‘พี่โอ๊ป เพิ่มศักดิ์’ เค้ามองว่าท่อนฮุคโน้ตมันน้อย มันเล่าอะไรได้ไม่มาก เค้าอยากให้มันนัวขึ้น เราก็เลยลองร้องให้มันเยอะขึ้นในท่อนฮุค ซึ่งตรงนี้เราได้แรงบันดาลใจมาจาก Aerosmith ที่เค้าจะชอบร้องรัวๆเสียงแตกๆ ซึ่งนี่ก็คือที่มาของท่อนฮุคของเราครับ

ริน : ในด้านเนื้อร้องผมมีที่มาจากการที่รุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาปรึกษาว่าทะเลาะกับแฟน มีปัญหาตบตีอะไรก็เรื่องของเค้า แต่สักพัก อ้าว! กลับมาคบกันอีกแล้ว แต่สักพักอีกก็ทะเลาะอีก เลิกอีก แล้วเดี๋ยวสักพักก็คบอีก วนลูปอยู่แบบนี้ซ้ำซาก มันก็เลยเป็นที่มาของชื่อเพลงและคอนเซ็ปต์ในการเขียนเนื้อร้องครับ

“ถ้าเจ็บซ้ำซากแล้วก็รีบดึงตัวเองออกมาอยู่กับความจริง เพราะเราต้องใช้ชีวิตต่อไป”

เพลงนี้พี่รินเป็นคนเขียนเนื้อใช่ไหมครับ

ริน : เป็นทั้งวงช่วยกันเขียนครับ แล้วก็จะมีทีมเบื้องหลังที่ใช้ชื่อว่า ‘เบบี้ออย’ คอยช่วยเหลือเราครับ

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือมีการเปลี่ยนโปรดิวเซอร์จาก ‘พี่โน่’ มาเป็น ‘พี่โอ๊ป’

ริน : อ๋อ ใช่ครับ คือจริงๆ แล้วเราทำเพลงกันเอง โปรดิวซ์กันเองในช่วงแรกเก็บไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งมันจะมีขั้นตอนการอัด การมาสเตอร์ในช่วงนั้น ซึ่งเราเลือกใช้บริการพี่โน่ครับ ก็เลยมีโอกาสได้ทำงานกับพี่เค้าในตอนนั้น

แต่พอย้ายมาค่าย Muzik Move ก็จะมีพี่โอ๊ปอยู่ ก็เลยไม่ได้กลับไปใช้บริการพี่โน่ครับ

หลิว : แต่สำหรับ ‘ซ้ำซาก’ มันเป็นผลงานที่ทำขึ้นมาใหม่ เพราะวงเดินทางมาถึงจุดที่มีค่ายเพลง ทำให้มีระบบต่างๆ มากขึ้น มีคนช่วยคิดมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ

แล้วการมาอยู่ค่ายได้อิสระในการทำงานมั้ยครับ เพราะแนวดนตรีของ DOSE ก็ถือว่าค่อนข้างเฉพาะทาง

ริน : สำหรับในด้านดนตรีพี่โอ๊ปก็ไม่ได้แก้อะไร หรือลดอะไรครับ เป็นพวกเรา 100%

แทน : ส่วนใหญ่จะเป็นเพิ่มด้วยครับ เพื่อให้มันดีขึ้น แถมยังได้ประสบการณ์ของพี่เค้ามาช่วยทำให้เพลงมันเดินทางเข้าสู่คนฟังได้ง่ายขึ้น

ริน : แต่ส่วนใหญ่พี่โอ๊ปจะช่วยเบื้องหลังมากกว่า พวกการทำงานในห้องอัด การบันทึกเสียง เพราะแกจะถนัดในด้านนั้น

สุดท้ายก่อนจากอยากให้พี่ๆ ฝากผลงานกันหน่อยครับ

บาส : สำหรับ DOSE ก็ถือเป็นวงดนตรีหน้าใหม่นะครับ อยากให้ทุกคนลองฟังเพลงของเราดู เพราะพวกเราเองก็ตั้งใจมากๆ เราอาจจะไม่ใช่เพลงกระแสหลักแหละ แต่อีกไม่นานเราอาจจะเป็นกระแสก็ได้

แทน : ส่วนเลขบัญชีของผมนะครับ..

ริน : เฮ้ย! ไม่ใช่ (ตรงนี้หัวเราะกันทั้งวงครับ ฮา!)

หลิว : ก็ติดตามกันได้ที่เฟสบุ๊คช่องค้นหาพิมพ์ DOSE นะครับ ส่วนทางอินสตาแกรมใช้ชื่อว่า wearedose นะครับ จะมีอัพเดทตารางงานต่างๆและข่าวสารอยู่ในนั้นนะครับ

ริน : สุดท้ายก่อนปลายปีได้ฟังอีกเพลงแน่นอนครับ ส่วนจะเป็นแบบไหนให้รอเซอร์ไพรส์ดีกว่า ยังไงก็ฝากวง DOSE ของพวกเราด้วยนะครับ

ขอบคุณวง DOSE ที่ให้การต้อนรับเราเป็นอย่างดี

ขอบคุณ พี่เต้ ผู้จัดการวง ที่คอยประสานงานการติดต่อให้นะครับ

ขอบคุณรูปภาพจาก FB/Thanakorn Srisangngam