บทสัมภาษณ์ : บิว จรูญวิทย์ กับ ชีวิตใหม่ไร้สังกัด

บทสัมภาษณ์ : บิว จรูญวิทย์ กับ ชีวิตใหม่ไร้สังกัด

หากเอ่ยชื่อศิลปินไทยที่มีน้ำเสียงและสไตล์การร้องที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ หนึ่งในนั้นต้องมี บิว จรูญวิทย์ พัวพันวัฒนะ หรือ บิว เดอะ วอยซ์ ซีซั่น 3 อย่างแน่นอน แต่หลังจบการประกวดละ? เค้าไปอยู่ที่ไหน ทำอะไร และการกลับมาครั้งนี้ของเค้าจะพิเศษขนาดไหน ไปร่วมพูดคุยเจาะลึกกับเค้าได้เลยครับ

หลังจบรายการ ‘เดอะ วอยซ์’ จนปัจจุบันบิวไปอยู่ที่ไหนทำอะไรบ้างครับ?

บิว : หลังจากจบรายการผมก็เรียนและทำธีสิสจบ ช่วงนั้นจะหายจากวงการไปพักหนึ่ง แต่ก็จะมีเพลงประกอบละครช่อง 3 บ้าง หรือโปรเจกต์พิเศษบ้างครับ นอกจากเรียนและร้องเพลงแล้ว บิวยังเปิดร้านนมเล็กๆ ของตัวเองด้วยครับ ซึ่งตอนนี้เรียนจบแล้ว บิวก็กลับมาทำเพลงอย่างเต็มตัวแล้วครับ

ทราบมาว่าบิวเลือกจะเป็นศิลปินไร้สังกัด มันมีที่มาที่ไปยังไงครับ?

บิว : ตั้งแต่แรกบิวก็ไม่ได้เซ็นสัญญากับสังกัดไหนอยู่แล้ว จะมีก็เป็นโปรเจกต์พิเศษที่ทำกับ Universal Thailand ที่มีเพลงของเรา 1 เพลงและศิลปินเดอะ วอยซ์ ท่านอื่นรวมอยู่ แต่ทั้งหมดทั้งมวลการมีสังกัดหรือไม่มีมันก็จะมีข้อดีข้อเสียของมันอยู่ ข้อดีคือ พวกเค้าก็จะช่วยในด้านการโปรโมต การตลาด การมีโปรดิวเซอร์เข้ามาช่วย พร้อมกับมีผู้ใหญ่คอยดูแลตั้งแต่สเต็ปที่ 1 ไปจน 2 3 4 ว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง ทางเค้าจะจัดการให้เรา ส่วนข้อเสีย... บิวไม่เรียกว่าข้อเสียดีกว่า มันเหมือนข้อจำกัดเล็กๆ คือมันอาจจะมีกรอบอยู่ ทำให้เราไม่สามารถสุดโต่งไปในทางของเราอย่างเต็มตัวได้

“ตอนนี้มันเหมือนการพิสูจน์ตัวเองมากกว่า”

คือถ้าเราไม่มีสังกัดแล้ว จะสู้เอง ทำเองไปได้ถึงขนาดไหน แต่ส่วนหนึ่งที่บิวมั่นใจเพราะบิวมีทีมที่เกิดจากการรวมเพื่อนที่เล่นดนตรีด้วยกัน จากแต่ก่อนทุกคนจะคุ้นชินกับบิวในฐานะศิลปินเดี่ยว แต่ตอนนี้บิวได้ฟอร์มวงขึ้นมา ทั้งหมดเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่บิวไปเจอจากที่ต่างๆ พอมีโอกาสได้คุยกันแล้วรู้สึกว่าเซนส์ดนตรี เคมีมันไปด้วยกันได้ จึงชวนกันมาอยู่ด้วยกันครับ

ว้าว! น่าสนใจมาก อยากให้บิวลงลึกเรื่องนี้ให้เราฟังหน่อย?

บิว : แรกสุดหลังรวมกันเราคุยกับเพื่อนก่อนเลยว่าจะมีชื่อวงมั้ย แต่โชคดีที่เพื่อนๆ ไม่ได้ซีเรียสก็เลยยังจะใช้ชื่อ ‘บิว’ ต่อไป

“เราโชคดีมากที่เพื่อนๆ ทุกคนไม่ได้มีอีโก้และโฟกัสที่ผลงานมากกว่าครับ”

แต่ถึงอย่างนั้นยังไงบิวก็ต้องผลักดันให้เพื่อนมาข้างหน้าด้วยกัน ไม่ว่าจะไปถ่ายที่ไหน โปรโมตที่ไหนพวกเค้าต้องไปด้วยกัน เพราะบิวไม่ใช่ศิลปินเดี่ยวแล้ว แต่บิวคือวงดนตรี ส่วนด้านการทำงาน แน่นอนว่าคนที่เขียนเนื้อยังคงเป็นเราอยู่ เพราะส่วนหนึ่งเราเป็นคนร้องด้วย ส่วนตัวบิวจะรู้สึกว่าตัวเองจะสื่อสารได้ดีถ้าเป็นเรื่องตัวเอง หรือเคยเกิดกับตัวเอง ส่วนด้านดนตรียิ่งไม่มีอะไรต้องห่วง จากเมื่อก่อนเราต้องคิดเองแทบทั้งหมด แต่ตอนนี้เราจะมีทีมหรือวงของเราเข้ามาช่วยคิดช่วยแชร์ นอกจากนี้ทุกคนในวงยังมีความสามารถในการสร้างสรรค์เพลงได้ รวมไปถึงหนึ่งในนั้นยังมีคนที่จบด้านการทำเพลงโดยตรงจากเมืองนอกทำให้เราค่อนข้างมั่นใจว่าทีมของเรานั้นสามารถเป็นไปได้ครับ และที่ดีที่สุดคือทุกคนค่อนข้างเคารพการตัดสินใจของบิว แต่ทุกครั้งบิวจะถามเพื่อนเสมอว่าตรงไหนติดขัดให้เค้าบอกได้เลย เพราะอย่างที่บอกตอนนี้เราเป็นวงแล้วไม่ใช่ศิลปินเดี่ยว งานที่ออกไปทุกคนต้องพอใจกับมัน 100% ครับ

“มันเป็นเพลงของวง เพลงของทุกคน ไม่ใช่เพลงของเราคนเดียว”

แสดงว่าต่อจากนี้ก็จะทำเพลงกันเองทุกขั้นตอนใช่มั้ยครับ?

บิว : ใช่ครับ จากเริ่มตั้งแต่เขียนเนื้อ ไปจนอัด จนมิกซ์ และมาสเตอร์ ทั้งหมดเราจะทำกันเองเลย แต่ก็จะมีบ้างที่อาจจะปรึกษาผู้ใหญ่ หรือลองเอาให้เค้าฟัง และเราก็จะเอาทั้งหมดนั้นมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ได้เพลงที่ดีที่สุดครับ แต่อุปสรรคของการทำเพลงเองก็คือการประชาสัมพันธ์ หรือการโปรโมท และเงินทุนในการทำมิวสิควิดีโอ ยกตัวอย่างนะครับ อย่างเพลง ‘420’ ที่กำลังจะได้ฟังกันใน JOOX พวกเราโชคดีมากที่ทาง ‘เดอะ วอยซ์’ เค้าจะมีกองทุนพิเศษให้เพื่อนๆ ศิลปินเดอะ วอยซ์ ได้ลองเอาเพลงมาคุยกับทางมิวสิคไดเร็คของเค้า เพื่อดูกันว่าเพลงมันพอจะปล่อยได้ไหม ถ้ามันเป็นไปได้ ศิลปินก็จะได้เงินทุนจำนวนหนึ่งในการไปทำมิวสิควิดีโอครับ

พูดถึงสไตล์การร้องเพลงของบิวหน่อยครับ เพราะทุกคนค่อนข้างให้ความสนใจในเรื่องนี้กันมาก?

บิว : จุดเริ่มต้นของการร้องเพลงสไตล์นี้ของบิวมาจาก ‘น้าปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์’ ครับ แต่ไม่ใช่ว่าฉันชอบคนนี้ ฉันก็จะฟังจะร้องแต่คนนี้ ด้วยความที่เราไม่ได้เรียนดนตรี เราไม่มีกรอบ เราก็จะไปซ้ายทีขวาที แวะพักบ้างอะไรบ้าง ทำให้เราร้องไปหมดตั้งแต่ ลูกทุ่ง เพื่อชีวิต ป๊อปบ้าง ร็อกบ้าง ไปจนสากล ทั้งใหม่-เก่า คันทรี ไปจนฮาร์ดร็อก เราร้องหมดเลย เพราะงั้นพวกนี้ก็เลยรวมกันมาเป็นเสียงและสำเนียงของเราในวันนี้ครับ

“ทุกอย่างคือครูของเราครับ”

ส่วนการร้องเพลงของบิวที่มันดูอึดอัด อาจเพราะด้วยเนื้อเสียงและสไตล์การร้องของบิวที่อาจจะใส่อารมณ์ลงไปมาก ทำให้หลายคนอาจจะไม่รู้สึกถูกใจ แต่เรื่องฟังยากไม่ยาก บิวว่ามันอยู่ที่แต่ละคนมากกว่านะครับ ดนตรีไม่มีคำว่ายาก หรือลึก คนเราไปนิยามมันเองมากกว่า บิวว่าเพลงทุกเพลง ตั้งแต่หมอลำ ยันลูกทุ่ง ไปจนป๊อปหรือร็อก ทุกเพลงมันมีความสวยงามของมันอยู่ ขอแค่เราเปิดใจ รับฟังเค้าอย่างเปิดกว้างครับ ที่สำคัญเพลงมันคืองานศิลปะ บิวมองว่าเพลงมันถูกทำงานทุกครั้งที่มันถูกฟังและวิจารณ์ และกลับดีเสียอีกที่เราได้นำสิ่งเหล่านั้นกลับมาปรับปรุงงานของเรา

“ถ้าจะให้บิวเปลี่ยนแนว เปลี่ยนสไตล์ บิวคิดว่าบิวทำได้ แต่มันจะไม่เต็มที่และมันไม่ได้มาจากหัวใจ 100%”

พูดถึงเพลงล่าสุดของบิวอย่าง ‘420’ หน่อยครับ ว่าจุดเริ่มต้น แรงบันดาลใจ มาจากอะไร?

บิว : สำหรับเพลง ‘420’ บิวเขียนวันที่ 20 เดือน 4 มันเป็นเรื่องจริงที่เพื่อนบิวเล่าให้ฟัง คือเค้าคบกับแฟนอยู่ แล้วก็มีมือที่สามเข้ามา ซึ่งอาจจะมาในจังหวะที่เราเปลี่ยนผ่าน ย้ายที่ทำงาน ย้ายโรงเรียน ทำให้ห่างกัน ประจวบกับเราเองก็มีรอยร้าวในความรักอยู่บ้าง จนมาวันหนึ่งแฟนของเค้าก็บอกเลิกเค้าไปและไปคบกับมือที่สาม โดยที่ไม่ได้บอกเลยว่าตัวเค้าเองเค้าผิดอะไร เหมือนในเพลงที่บอกว่า “ผิดอะไรเธอถึงจากฉันไป” บิวจึงเปรียบเทียบว่าเป็น 4 ปีกับ 20 วันที่เลิกกันไปแต่ทำไมฉันยังลืมเธอไม่ได้เลย

ส่วนการทำงานในเพลงนี้บิวและเพื่อนๆทำกันเอง อัดกันเอง โปรดิวซ์กันเองหมดเลย แต่ก็มีบ้างที่ขอคำปรึกษาจากผู้ใหญ่ในวงการ รวมทั้งได้ ‘พี่โป้ ยุทธศักดิ์ พลายพู่’ มือทรัมเป็ตที่เป็นแบ็คอัพให้กับศิลปินดังๆอย่าง ‘Groove Rider’ และ ‘คุณอะตอม ชนกันต์’ มาช่วยด้วยครับ

สุดท้ายอยากให้บิวฝากผลงานหน่อยครับ!

บิว : สำหรับเพลงนี้นะครับพวกเราก็ตั้งใจกันมาก และคิดว่าน่าจะโดนใจใครหลายคน และที่สำคัญทุกคอมเม้นต์ที่เกิดขึ้นเรายินดีและรับฟัง และจะนำมาปรับปรุงและตกตะกอนเพื่อเพลงที่ดีกว่าในครั้งถัดไป ส่วนอนาคตบิวคิดว่าน่าจะทำเพลงที่พูดถึงสังคมวงกว้าง ด้วยสไตล์การร้อง การเขียน และเนื้อเสียงเรา อาจจะเป็นเพื่อชีวิต แต่ดนตรีจะให้มีความโมเดิร์นมากขึ้น ซึ่งเพลงถัดไปหลังจาก ‘420’ น่าจะปล่อยมาประมาณเดือนกรกฎาคมครับ

“สุดท้ายขอขอบคุณทั้งคำวิจารณ์และชื่นชมเพราะมันทำให้เรารู้ว่ายังมีคนฟังเพลงของเราอยู่ ขอบคุณทุกคนนะครับ”

ขอขอบคุณคุณบิว จรูญวิทย์ พัวพันวัฒนะ ที่ให้เกียรติสละเวลามาสัมภาษณ์กับเรานะครับ ขอบคุณรูปภาพจาก FB/ BIW Jaroonwit