เผยโฉมหน้ากากอีกาดำ กับ เรื่องราวที่คุณไม่รู้!

เผยโฉมหน้ากากอีกาดำ กับ เรื่องราวที่คุณไม่รู้!

หลังจากที่ทำการแข่งขันกันมาเป็นเวลาหลายเดือนล่าสุดรายการ The Mask Singer ก็เดินทางมาถึงรอบชิงชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลการแข่งขันก็เป็นไปตามที่หลายคนคาดก็คือ หน้ากากทุเรียน ได้เป็นแชมป์หน้ากากนักร้องคนแรกของเมืองไทย แต่ทุกคนก็ยังไม่รู้ว่าภายใต้หนามทุเรียนนั้นเป็นใครกันแน่ ต้องรอลุ้นกันในสัปดาห์หน้านะครับ

แต่ที่ไม่ต้องมานั่งลุ้นกันแล้วก็คือ หน้ากากอีกา หรือภายใต้หน้ากากนั้นก็คือ หนุ่มเอ๊ะ จิรากร สมพิทักษ์ นักร้องมากความสามารถ ที่ทำเอาหลายคนทึ่งไปตามๆ กัน ตลอดระยะเวลาของการแข่งขั้นที่ผ่านมา

วันนี้เราจึงได้รวบรวมเรื่องราวที่คุณอาจเคยไม่รู้เกี่ยวกับ “เอ๊ะ จิรากร” มาฝากกันไปติดตามกันเลยครับ

“เอ๊ะ จิรากร คือศิลปินที่ชื่นชอบเเนวเพลงร็อค และเคยทำงานกับวงใต้ดินมาก่อน”

จุดเริ่มต้นในการเป็นศิลปินของหนุ่มเอ๊ะนั้น เกิดจากการที่เขาเคยทำงานกับศิลปินแนวเมทัลใต้ดินมาก่อน ที่สำคัญเขายังเคยได้ร่วมงานกับวงอย่าง Dezember และ Heretic มาแล้ว ก่อนที่จะมาทำวง NTL (NOTHING TO LOSE) ขึ้นมา

“เอ๊ะ จิรากร เคยอยู่กับค่ายเพลงในเครือของ RS เป็นเวลานานถึง 3 ปี”

ก่อนหน้าที่จะมาเซ็นสัญญากับค่ายแกรมมี่นั้น หนุ่มเอ๊ะ จิรากร เคยเป็นศิลปินค่าย Monster Music ในเครือของ RS โดยมีคุณเจี๊ยบ พิสุทธิ์ เป็นผู้ดูแล ซึ่งเขาได้อยู่กับค่ายนี้เป็นเวลานานกว่า 3 ปี โดยไม่มีผลงานออกมาเป็นชิ้นเป็นอันเลย และหลังจากนั้นไม่นานค่ายก็ปิดตัวลง ซึ่งเรื่องราวนี้ตรงกับที่หน้ากากอีกาดำเคยพูดในรายการตอนที่กรรมการถามตอบด้วย

“หั่ง โปเตโต้ เป็นคนที่ชักชวนให้ เอ๊ะ จิรากร มาร้องไกด์ให้กับวงโปเตโต้ และ ฟองเบียร์”

หลังจากที่ได้แยกทางกับค่ายเก่าหนุ่มเอ๊ะก็ได้มาเป็นศิลปินฝึกหัดในค่าย UP G จากการชักชวนของเพื่อนนักดนตรี และได้มีโอกาสพบกับ หั่ง Potato อดีตโปรดิวเซอร์ ที่ต่อมากลายเป็นมือกีต้าร์ของวงโปเตโต้ ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็มีโอกาสได้มาร้องไกด์ให้กับเพลงต่างๆ ของวงโปเตโต้อย่างเช่น รักเธอไปทุกวัน หลังจากนั้นเขาก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับนักแต่งเพลงชื่อดังอย่างคุณฟองเบียร์ ปฏิเวธ ในฐานะนักร้องไกด์อีกด้วย

“เพราะเปิดเพลงผิดจึงทำให้เขากลายเป็นศิลปินเต็มตัวอย่างทุกวันนี้”

หลังจากที่หนุ่มเอ๊ะได้ร่วมงานกับคุณฟองเบียร์ได้ระยะหนึ่ง สัญญากับค่ายเพลงของเขาก็ใกล้หมด คุณฟองเบียร์เลยตัดสินใจแต่งเพลงขึ้นมาหนึ่งเพลงชื่อว่า ไม่มีตรงกลาง เพื่อให้หนุ่มเอ๊ะได้นำไปร้องในฐานะศิลปินอิสระ หลังหมดสัญญา โดยหลังจากที่เพลงเสร็จไม่นานคุณฟองเบียร์ก็มีโอกาสได้พบกับ อากู๋ ไพบูลย์ ผู้บริหารค่ายแกรมมี่ และในการเจอครั้งนี้ อากู๋ ได้ขอฟังผลงานเพลงใหม่ที่คุณฟองเบียร์เขียนให้กับวงโปเตโต้ แต่ในวันนั้นคนเปิดเพลงดันเปิดเพลงผิด แทนที่จะเปิดเพลงของวงโปเตโต้ กลับเปิดเพลง ไม่มีตรงกลาง ขึ้นมาแทน ซึ่งหลังจากที่อากู๋ได้ฟังก็ชอบทันที นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้ามาเป็นนักร้องของหนุ่มเอ๊ะอย่างเต็มตัว หลังจากที่อยู่กับแกรมมี่มานานกว่า 8 ปี

“เพลง ใจกลางความรู้สึกดีๆ และ จากนี้ไปจนนิรันดร์ เคยเป็นเพลงของศิลปินอื่นมาก่อน”

หากพูดถึงผลงานเพลงที่เป็นเหมือนโลโก้ประจำตัวของ เอ๊ะ จิรากร นั้น หลายคนคงจะต้องนึกถึงเพลง ใจกลางความรู้สึกดีๆ และ จากนี้ไปจนนิรันดร์ อย่างแน่นอน แต่หารู้ไม่ว่าทั้งสองเพลงนี้คุณฟองเบียร์ได้แต่งขึ้นมาเพื่อโปรเจคอื่น มาก่อน โดยเพลง ใจกลางความรู้สึกดีๆ นั้นแต่งขึ้นมาให้กับเอเจนซี่เพื่อใช้กับโฆษณารถมอเตอร์ไซค์ แต่สุดท้ายแล้วเพลงก็ไม่ได้ถูกนำไปใช้ และได้กลายมาเป็นเพลงฮิตของหนุ่มเอ๊ะในที่สุด

ส่วนเพลง จากนี้ไปจนนิรันดร์ นั้นในตอนแรกเคยเป็นเพลงที่คุณโดม ปกรณ์ ลัม ให้คุณฟองเบียร์แต่งขึ้นเพื่อใช้กับละครเรื่อง รักไม่มีวันตาย แต่ในตอนหลังนั้น คุณโดมก็ได้เลือกใช้เพลงอื่นแทน เพราะเพลงนี้ขาดความเป็นร็อค ต่อมาเพลงนี้กลายเป็นของหนุ่มเอ๊ะไปโดยปริยาย ที่สำคัญยังเป็นเพลงฮิตประจำงานแต่งงานอีกด้วย

“ผลงานเพลงของเขาเกือบทั้งหมดนั้นเป็นเพลงรัก Feel Good”

ใครที่เป็นแฟนเพลงของหนุ่มเอ๊ะ จิรากร อาจจะสังเกตว่า ผลงานเพลงของเขาส่วนใหญ่เป็นเพลงรักแนวสมหวังเกือบทุกเพลง อาทิ ใจกลางความรู้สึกดีๆ, ไม่มีตรงกลาง, ระหว่างเราสองคน โดยที่ผ่านมานั้นหนุ่มเอ๊ะเคยร้องเพลงเศร้าๆ เพียงสองเพลงเท่านั้นได้แก่เพลง ตั้งใจ และ ด้วยความปรารถนาดี ถึงแม้ทั้ง 2 เพลงนี้จะเป็นเพลงเศร้า แต่ก็แอบแฝงกลิ่นอายของการมองโลกในแง่ดีอีกด้วย

เรียกได้ว่าเรื่องราวของหนุ่มเอ๊ะ จิรากร นั้นแสดงให้เห็นว่าความพยายาม และการไม่ยอมแพ้นั้น สามารถทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้แน่นอน ซึ่งหลังจากนี้เราต้องจับตาดูกันให้ดีว่าคุณเอ๊ะจะสร้างเซอร์ไพรส์อะไรให้กับแฟนๆ อีกบ้าง

พร้อมทั้งสามารถติดตาม และอัพเดทผลงานเพลงใหม่ๆ ของหนุ่มเอ๊ะได้ที่ JOOX มิวสิค แอปพลิเคชั่นนะครับ

ขอบคุณภาพประกอบจาก Facebook: Ae jirakorn, Facebook: The Mask Singer และเรื่องราวบางส่วนจาก Facebook: Fongbeer Merecords

Related Content