เล็ก Greasy Café กับจุดเริ่มต้นของสิ่งเหล่านี้

เล็ก Greasy Café กับจุดเริ่มต้นของสิ่งเหล่านี้

เล็ก อภิชัย ตระกูลเผด็จไกล หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักในชื่อ ‘เล็ก Greasy Café’ หนึ่งในศิลปินสุดแนวของยุค ด้วยดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ ขับกล่อมหลักด้วยเสียงกีต้าร์โปร่ง และสุดโต่งในเนื้อหาที่คมคายราวบทกวี การันตีด้วยรางวัลทางดนตรีมากมาย และวันนี้ผมจะพาทุกคนย้อนไปสัมผัสจุดเริ่มต้นของสิ่งเหล่านี้กับ เล็ก Greasy Café กันครับ

จุดเริ่มต้นของพี่เล็กมาจากการเห็นพี่สาวเล่นดนตรีอยู่กับเพื่อนแถวบ้านและรู้สึกว่ามันเท่มาก เลยคิดเล็กๆว่าอยากจะเล่นดนตรีเผื่อจะได้เป็นอย่างพี่เค้าบ้าง จึงเริ่มจากหัด ‘กลอง’ ต่อด้วย ‘เบส’ และ ‘กีต้าร์’ โดยเฉพาะอย่างหลังพี่เล็กจะรู้สึกบ้าคลั่งถูกชะตากับมันมากที่สุด

แต่จุดประกายสำคัญทางดนตรีกลับเป็น ‘พี่นิ’ รุ่นพี่อีกคนหนึ่งซึ่งอยู่แถวบ้าน ปกติพี่เล็กจะเห็นเค้าเดินผ่านหน้าบ้าน บ่อยครั้งที่จะแอบมองและรู้สึกว่าพี่เค้า ‘เท่มาก’ จนวันหนึ่งมีโอกาสได้เข้าไปนั่งคุยเล่นที่บ้านของพี่เค้า และได้เทป ‘The Alan Parsons Project’ ให้ไปลองฟังดู

หลังฟังจนมันส์หูอยู่ 2 – 3 วันพี่เล็กในตอนนั้นก็เอาเทปไปคืนพี่นิ

พี่นิ : เป็นไงบ้าง

พี่เล็ก : ก็เพราะดีนะพี่

พี่นิ : ไม่ใช่ เล็ก เห็นอะไรหรือเปล่า ?

พี่เล็ก : เห็นอะไรพี่

พี่นิ : ฟังเพลงมันต้องเห็นดิ มันต้องนึกภาพตามได้ อ่ะ! เอากลับไปฟังใหม่

ครั้งนี้พี่เล็กเริ่มใหม่ ตั้งใจฟัง พยายามนึกให้ออกมาเป็นภาพ ประกอบกับวัยเยาว์ในตอนนั้นและความสามารถทางภาษาที่ยังไม่ดี ไม่มีทางที่จะเข้าใจเนื้อ จึงเปิดโอกาสให้สมองจินตนาการได้เต็มที่ เมื่อภาพที่มีมันสุกงอมพี่เล็กจึงเดินไปหาพี่นิอีกครั้งก่อนจะตอบว่าภาพที่เห็นในเทปชุดนั้นคือ กลางคืน, ไฟในเมือง และรถผ่านไปมา

“ซึ่งนั่นอาจจะเป็นที่มาของสไตล์การเขียนเพลงผมที่จะเริ่มต้นที่การสร้างบรรยากาศ ก่อนที่จะพูดถึงเนื้อหาเพลง คล้ายการที่หนังผีสักเรื่องทำให้เรากลัวมากทั้งที่ผียังไม่ออกมาเลย ทำนองนั้นน่ะครับ”

หลังจบ ปวช. จาก ‘โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป’ พี่เล็กมีโอกาสได้ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ เนื่องจากแฟนที่คบกันอยู่ในตอนนั้นชักชวน หากไม่มีอะไรอย่างน้อยก็คงได้ภาษากลับมา หลังอยู่จนเกือบครบกำหนด พี่เล็กคิดไม่ตกว่าจะทำอะไรต่อดี จึงคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาในตอนนั้นก่อนจะได้รับคำแนะนำให้เรียนศิลปะต่อ และแขนงที่พี่เล็กเลือกศึกษาก็คือการถ่ายภาพ

การเรียนรู้ในตอนนั้นถือเป็นความสุขอย่างมากสำหรับพี่เล็ก สังเกตจาก เสาร์-อาทิตย์ หากตึกปิด พี่เล็กจะขอกุญแจเพื่อมาใช้ห้องอัดทำรูปนอกเวลา เรียกได้ว่าแทบจะเป็นนักเรียนดีเด่นเลยทีเดียว ซึ่งการเรียนการสอนของที่นี่จะไม่ได้เน้นหนักไปทางทฤษฏี แต่จะเน้นถึงวิธีคิด ด้วยหลักที่ว่า ‘ถ้าเราคิดได้เราก็จะทำได้’

“ผมว่ามันยากที่ใครสักคนจะเจอว่าอะไรที่เราชอบจริงๆ ก็เลยลุ่มหลงและทุ่มเทกับมันอย่างสุดๆเลยครับ”

และจุดเปลี่ยนสำคัญทางดนตรีก็มาถึง หลังเห็นโปสเตอร์ในโรงอาหารประกาศหา ‘มือกีต้าร์’ โดยวงที่พี่เล็กเลือกไปออดิชั่นในตอนนั้นเป็นวงวัยรุ่นฝรั่ง 3 คน และวิธีการคือ ให้ไปเล่นเพลงที่เค้าแต่งด้วยการอิมโพรไวส์ (ด้นสด) หลังการออดิชั่นผ่านไป 3 เพลง ทางนั้นก็เดินมาตบไหล่และบอกกับพี่เล็กว่า ‘เจอกันพุธหน้า’

‘The Light’ คือวงดนตรีวงแรกในชีวิตของพี่เล็ก พวกเค้าเก็บตังค์, ออกทัวร์ และทำเพลงกันเองเป็นระยะเวลาสั้นๆ และส่งค่ายเพลงอยู่สักพัก มีบ้างที่บางค่ายสนใจและอยากให้ทำเดโมเพิ่มไปอีก แต่ตอนนั้นเป็นจังหวะที่เงินหมด ประจวบกับพี่เล็กกำลังจะกลับเมืองไทย จึงตัดสินใจยุติบทบาทนักดนตรี และกลับมาทำงานช่างภาพที่ประเทศบ้านเกิด

หลังกลับจากอังกฤษพี่เล็กก็มุ่งมั่นถ่ายภาพเป็นหลัก โดยเน้นหนักไปทางแฟชั่น ต่อมาได้มีโอกาสรู้จักกับพี่เอ๋ และพี่แหม่ม แห่งนิตยสาร ‘ไฮเปอร์’ หลังเห็นผลงานเก่าๆ พวกเค้าก็ได้ทำงานด้วยกัน โดยตอนนั้นถือเป็นการทำงานที่มีความสุขมากสำหรับพี่เล็ก เพราะได้ทำในสิ่งที่ชอบ, สิ่งที่อยาก และอิสระในการทำงาน แต่ทั้งหมดก็อวสานลงในระยะเวลาสั้นๆเพราะนิตยสาร ‘ไฮเปอร์’ เลือกที่จะปิดตัวลง

หลังว่างงานเกือบปี มี บก.ที่รู้จักได้หยิบยื่นโอกาสให้พี่เล็กได้ลองถ่ายทำสารคดี ซึ่งตอนนั้นเป็นเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งที่เกิดอุบัติเหตุจากรถประจำทาง จนถึงวันนัดหมาย พี่เล็กไปถึงสถานที่ก่อนทีมงานและได้เห็นภาพพ่อกำลังทำแผลให้เด็กอยู่หน้าบ้าน ด้วยมวลอารมณ์ที่เกิดขึ้นมันแตะใจพี่เล็กมาก และนั่นเป็นไม่กี่ครั้งในชีวิตที่พี่เล็กยอมรับว่าเค้าไม่ได้ยินและไม่ได้รู้สึกอะไรอีกแล้วนอกจากสิ่งที่เกิดขึ้นในเลนส์กล้องถ่ายภาพตอนนั้น

“ณ ตอนนั้น มันหยุดทุกสิ่งอย่างรอบตัว แต่กลับไประเบิดอยู่ในจอภาพของผมแทน และยังจุดประกายให้เรารู้สึกว่าอยากถ่ายภาพแบบนี้ ด้วยความรู้สึกว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันคือความจริง มันจริงมากสำหรับเรา”

หลังถ่ายงานสารคดีอยู่สักพัก พี่เล็กได้ขยับไปถ่ายงานเบื้องหลังภาพยนตร์เพื่อเลี้ยงชีพ ซึ่งตอนนั้นดนตรีที่คุ้นเคยก็เริ่มจะระเหยจางไป จากจริงจังสู่อดิเรก แต่ระหว่างนั้นพี่เล็กได้พบกับ ‘คุณรุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์” ผู้บริหารค่าย ‘Smallroom’ ซึ่งทราบมาว่าพี่เล็กเคยเล่นดนตรีและทำเพลงที่อังกฤษมาก่อน ประจวบเหมาะกับตอนนั้นทางค่ายกำลังจะทำโปรเจ็ค ‘Smallroom Compilation 001’ จึงชักชวนพี่เล็กให้มาทำเพลงด้วยกันสัก 1 เพลงลงในอัลบั้ม

‘หา’ เพลงแรกที่พี่เล็กแต่งขึ้นอย่างจริงจัง โดดเด่นด้วยเสียงกีต้าร์โปร่งสลับกับคีย์บอร์ดสอดแทรกเพื่อเพิ่มมิติให้กับเพลง ในด้านเนื้อหาพูดพึงการค้นหาบางสิ่งที่มีค่า แต่จะค้นหาอะไรนั้นอยากให้ทุกคนลองไปฟังกันในเพลงครับ

‘พบ’ ซิงเกิ้ลถัดมาที่อยู่ใน ‘Smallroom Compilation 002’ ในภาคดนตรีรอบนี้มีความสดใสกว่าเพลงแรก โปร่งสบาย ผ่อนคลายไม่หนักหน่วง และครั้งนี้ก็เช่นกัน พี่เล็กจะพบอะไรนั้นอยากให้ทุกคนไปค้นในเพลงเช่นเดิมครับ

หลังทำไปสักพักพี่รุ่งเดินมาบอกกับพี่เล็กว่า “เริ่มรวบรวมได้แล้วนะ เดี๋ยวเรามาทำอัลบั้มกัน” จนกลายเกิดมาเป็น ‘สิ่งเหล่านี้’ อัลบั้มน้ำดีที่ถูกใจนักวิจารณ์จนคว้ารางวัลทางดนตรีไปมากมายไม่ว่าจะเป็น ศิลปินชายยอดเยี่ยม, ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม และเพลง ‘สิ่งเหล่านี้’ ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงเพลงยอดเยี่ยมแห่งปีในตอนนั้นอีกด้วย

ปัจจุบันพี่เล็กมีผลงานออกมาแล้วถึง 3 อัลบั้มด้วยกัน เริ่มจาก สิ่งเหล่านี้ (2008), ทิศทาง (2009) และ The Journey Without Maps (2012) ซึ่งทั้งหมดเป็นผลงานชั้นเยี่ยมที่ถูกใจนักวิจารณ์และผู้คร่ำหวอดในวงการมากมาย แต่จะดีงามอย่างไร หรือไพเราะแค่ไหน เราอยากให้ทุกคนไปพิสูจน์กันด้วยตัวเองกับบทเพลงที่สวยงามราวบทกวีของชายคนนี้ ‘เล็ก Greasy Café’

“ทุกอย่างผมไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นไปได้ แต่สุดท้ายมันคือการไม่ทิ้งโอกาส ถ้ามีโอกาสเข้ามาที่จะให้ลองทำอะไร ผมไม่เคยทิ้ง และผมจะทำมันอย่างทุ่มเทและตั้งใจให้มากที่สุด”

อภิชัย ตระกูลเผด็จไกล

ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค Greasy Café และ Smallroom Bangkok Pop Music Label

Related Content