เจาะลึกเบื้องหลังแสงสี x ต้น DUCK UNIT

เจาะลึกเบื้องหลังแสงสี x ต้น DUCK UNIT

ผ่านหูผ่านตามาแล้วกับงานเปิดตัวตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทยแห่งใหม่นามว่า มหานคร (MAHANAKHON) กับการแสดงแสงสีเสียงสุดตระการตา จนหลายคนประทับใจและเริ่มที่จะรู้จักกลุ่มคนทำไฟที่ใช้ชื่อว่า “กลุ่มเป็ด” หรือ “DUCK UNIT” ที่เป็นผู้เนรมิตความอลังการในค่ำคืนนั้นให้ และเราอยากให้คุณได้ทำความรู้จักกับ “พี่ต้น - เรืองฤทธิ์ สันติสุข” ผู้นำแห่งกลุ่มเป็ดกันให้มากขึ้น

ต่อจากนี้ คือสิ่งพี่ต้นเล่าให้เราฟัง ถึงเรื่องราวของ Lighting Designer ที่ค้นหาตัวเองมาเรื่อยๆ จนพบเส้นทางของตัวเอง…

พี่เรียนออกแบบนิเทศน์ศิลป์ คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งตอนที่พี่เรียนมันไม่มีอะไรแบบที่ทำอยู่ในทุกวันนี้หรอกนะ คนจบทิเทศน์ศิลป์มาก็ต้องทำสิ่งพิมพ์ ทำหนังสือ ทำกราฟฟิค มันยังไม่มี Motion ยังไม่มี Lighting ซึ่งไอ้ตอนที่พี่เรียนมันก็เป็นช่วงเริ่มต้นของพวกเครื่อง MAC เลยด้วยซ้ำ

ทีนี้ พี่วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ ที่ปรึกษาที่สอนพี่ เค้าเพิ่งจบจากอังกฤษมา ก็มองหาว่าอะไรในไทยที่เค้าจะปล่อยของหรือทำอะไรเกี่ยวกับศิลปะได้บ้าง ซึ่งตอนนั้นมันก็มีแค่งาน FAT นี่แหละที่พวกเราจะปล่อยอะไรได้

งานแรกที่เริ่มทำเลยก็เป็นงานของวง PARADOX ซึ่งคอนเสิร์ตนี้จริงๆ มันก็เป็นช่วงเดียวกับที่พี่ต้องทำธีสิสส่ง แต่พี่วิชญ์ก็ชวนมาทำ แบบว่าเอาชีวิตจริงก่อนแล้วธีสิสนี่กลับไปทำส่งเมื่อไหร่ก็ได้ (พี่วิชญ์ เองนี่แหละที่เป็นคนตรวจ) พี่ก็เริ่มจากงานนั้นเป็นงานแรก

[Stage, Lighting and Scene Design : Fat live "Friday"]

แล้วหลังจากนั้นมาก็เรียนจบ...

ไอ้การเรียนจบนี่มันเหมือนเป็นการตัดโลกที่เรารู้จักมาสี่ปีออกไปเลยนะ ซึ่งมันกระทันหันมาก มันเร็วและไวไปจนเคว้งแบบไม่รู้ว่าจะทำอะไร เพราะด้วยความคิดของตัวเองที่ว่า เราไม่อยากทำงานบริษัท ไม่อยากเป็นลูกจ้างใครเค้า โชคดีของชีวิตอีกครั้ง ตรงที่พี่วิชญ์คนดีคนเดิมชวนมาทำงานกับแกก่อน ตอนนั้นก็เลยก็เริ่มจากการรวมกลุ่มกันกับแกแล้วก็เพื่อนๆ อีก 3-4 คน ตั้งกลุ่มที่ชื่อว่า DUCK UNIT ขึ้นมา รับงานอะไรที่เราคิดว่าเราทำกันได้มาทำ

งานแรกก็เป็นคอนเสิร์ตของ P.O.P ซึ่งแรก ๆ ก็ทำ visual ก่อน ทำพวกภาพบนจอมา 3-4 ปี ก็ทำ P.O.P ทำ M-MAX ทำ 10 ปี Moderndog ทำไปเรื่อย ๆ จนมาถึงงาน 10 ปี bakery B_DAY ที่สนามราชมังฯ นั่นถือว่าเป็นงานที่ใช้จอโปรเจคเตอร์ที่เยอะที่สุดในไทย (ถึงตอนนี้ก็น่าจะยังเยอะที่สุดอยู่เพราะตอนนี้เค้าเปลี่ยนไปใช้จอ LED กันหมดแล้ว) ซึ่งพอหลังจากงานนี้เราก็คิดกันว่า

‘เฮ้ย แล้วเราจะทำจอ ทำVisual นี่ไปจนถึงเมื่อไหร่ ต้องมากกว่านี้เป็น 70 เป็น 100 จอหรอ?’

พอมีคำถามแบบนี้แล้ว ทางออกของพวกเราก็คือ “หยุด” แล้วหันไปทำอย่างอื่นแทน ซึ่งพี่ก็ไปทำงานศิลปะที่ญี่ปุ่นกัน เป็นงานศิลปะบวกดนตรีจังหวะนี้ก็ไปเจอ จีโร่ เอนโดะ สถาปนิคชาวญี่ปุ่นที่ทำ lighting ก็ไปกับพี่วิช พี่แจ๊ค ปิตุพงษ์ ที่เป็นคนออกแบบงาน Big Mountain Music Festival (หรือ BMMF) ก็เริ่มรู้จัก Lighting design ว่ามันเป็นยังไงประมาณหนึ่ง แล้วก็กลับมาไทย พอกลับมาพี่ก็เริ่มทำงาน Event หาเงินแบบหาเงินจริงจังเพื่อเอามาทำงานศิลปะไปด้วย

[UFO Tree : The Last Fat Fest]

แต่พอทำสองอย่างพร้อมกันมันก็เริ่มงง มันงงแบบมีความคิดในหัวว่าจริงๆเราต้องทำยังไงไอ้ทางสองทางนี้มันถึงจะอยู่ด้วยกันได้กันแน่ จนมีอยู่ช่วงหนึ่งก็เริ่มทำงานหาเงินแบบใส่ความติสท์ลงไป ลูกค้าก็งงว่าทำไมมันไม่ตอบโจทย์อย่างที่เค้าต้องการ พอมางานที่มันต้องติสพี่ก็แบบ ไอ้บ้าเอ้ย แบบติสแล้วไม่ได้เงินมันก็ต้องลองหาเงินดูเปล่าวะ

มันก็เป็นช่วงชีวิตที่มันงงๆทะเลาะกับตัวเองไปเรื่อยๆ ก็หาอะไรทำไปเรื่อย จนสุดท้ายพี่ก็ทำทุกอย่างที่เป็นคอมเมอร์เชียลเอาแบบหาเงินอย่างเดียวแบบไม่สนศิลปะแล้ว ตั้งมั่นเลยว่าทำงานหาเงินอย่างเดียว ก็ทำได้อยู่สองปี มันดีนะมีเงิน แต่ก็ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ พี่ก็เลยเอาเงินทั้งหมดที่หามาได้หนีไปอยู่ออสเตรเลีย ไปแบบไปเฉยๆ ไม่ได้คิดว่าจะไปทำอะไร

แต่พอไปอยู่สักพักก็อยากลองทำงานกับฝรั่งดู ก็เลยไปของานกับบริษัททำโมชั่นที่นั่น แบบเดินเข้าไปดุ่มๆเลย บอกเค้าว่ามาขอทำงาน ภาษาเราไม่ดีนะ เวิร์คเพอร์มิตก็ไม่มี แต่ทำงานได้ ก็ขอเค้าทำฟรี เค้าก็บ้าจี้ให้ทำด้วย พอได้ทำก็เริ่มเห็นว่าที่นั่นเค้ามีงานที่เป็นระบบจริงๆ แบบเป็นขั้นเป็นตอนแบบที่ทำงานออกแบบก็เลิกงานห้าโมงเย็นได้ ก็ไปอยู่มาสองปี แล้วก็กลับมา

พอกลับมาเราก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าบริบทของที่นั่นกับประเทศเรามันไม่เหมือนกัน ไอ้ที่เราไปเรียนรู้จากที่นั่นมามันเอามาใช้กับประเทศเราแทบไม่ได้ ที่นี่ไม่ว่าจะยังไงลูกค้าก็ยังเป็นใหญ่ที่สุดอยู่ดี พอเจอแบบนี้ก็เลยหยุดทำงานที่ไทยไปอีก 2 ปี แล้วหนีไปทำรีสอร์ต ทำไร่สัปปะรด ทำสวน ซึ่งชีวิตดี แต่มันเป็นชีวิตที่แบบดีไป ตื่นแปดโมง นอนสี่ทุ่ม ชีวิตสงบสุข สุขแบบสุขเกินไปไม่ชอบอีก

จนสุดท้ายทนไม่ไหวก็ต้องพาตัวเองกลับมาแล้วยกทั้งหมดที่นั้นให้แม่ดูแลแทนไป แล้วกลับมาเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ ศูนย์แบบศูนย์จริง ๆ เพราะไม่ได้ขอเงินแม่กลับมาด้วยเลย ซึ่งพอกลับมาตั้งต้นใหม่ มันเหมือนเราลองทุกอย่างมาหมดแล้ว คอมเมอร์เชียลสุดๆก็ทำแล้ว ติสท์แบบสุดขั้วก็ทำไปแล้ว ไปลองงานที่มีระบบจากที่อื่นมาแล้วก็เอามาใช้กับประเทศเราก็ไม่ได้ มันก็กลายเป็นช่วงเริ่มต้นใหม่ ก็กลับมาคุยกับตัวเองใหม่ว่าจริง ๆ เราทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง

[LOMOSONIC T MINUS ZERO CONCERT]

ไอ้การทำเป็นทำไม่เป็นนี่แหละมันก็เป็นธรรมชาติของ DUCK UNIT ซึ่ง DUCK มันคือเป็ด เป็ดที่ว่ายน้ำพอเป็น บินได้ เดินได้ วิ่งได้ แบบไม่ต้องเก่งก็ได้ เป็นนิสัยที่เริ่มต้นของกลุ่มเรา เราจะไม่ทำอะไรที่ผูกขาด ทำอะไรที่บอกว่าเราทำอันนี้ได้เก่งแล้ว แล้วเราก็จบจมปลักอยู่กับอันนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆ นี่แม่งเป็นวิธีคิดที่ผิดมากๆในแง่ธุรกิจ แต่มันก็เป็นวิถีของเรา

พอกลับมาคุยกับตัวเองว่าตัวเราทำอะไรไม่ได้บ้างในสิ่งที่เราอยากทำก็มาเจอเรื่องไฟนี่แหละ ก็เลยเริ่มฝึกทำ Lighting ซึ่งก็ประจวบเหมาะอีกแล้วกับที่พี่เต็ดเริ่มทำ BMMF ครั้งแรก ก็ได้งานมาทำ รับผิดชอบส่วนทาวเวอร์สูงๆที่เหมือนเป็นแลนด์มาร์คของงาน ก็ไปแบบที่ยังทำไม่เป็นนั่นแหละ พอจบงานนั้นแล้วก็กลับมาฝึกตามงานอื่นๆ ไปเรื่อยๆ ซื้อหลอดไฟกลมๆ ซื้อสวิทช์ไฟมาลองกดเปาะแปะ ได้เงินจากการทำงานก็ซื้ออุปกรณ์มาเก็บมาลองทำ จนพอทำได้บ้าง ปีนึงผ่านไปมาถึง BMMF ปีที่ 2 ก็เริ่มขอเวทีเล็ก ๆ พี่เต็ดทำ แล้วก็กลับมาทำคอนเสิร์ตต่างๆ ของค่าย SO::ON DRYFLOWER หรือของ LULLABY ก็ทำคอนเสิร์ต MONO , TOE , SQ ฯลฯ ก็อาศัยความทำไม่เป็นนี่แหละ เราก็ทำไปแบบรู้เท่าไหนเราก็ทำเท่านั้น

[Ferris Wheel Stage : Big Mountain Music Festival 7]

ไอ้ความไม่รู้หรือไม่เก่งนี่แหละที่มันเป็นข้อดีของเรา เพราะพอเราทำไม่เป็น มันกลายเป็นตัวดันให้เรามีความต้องการ เราทำโมชั่นทำภาพประกอบมาก่อนมันทำให้เราเข้าใจในหัวว่าเพลงนี้มันต้องออกมาเป็นภาพแบบไหน แต่พอเป็นไฟแล้วมันต้องทำยังไง ซึ่งอันนั้นเรายังไม่รู้ อย่างสมมุติว่า ถ้าเราเห็นว่าภาพในหัวเป็นภาพฝนตกในทาง Visual Motion เราก็ทำภาพฝนตก แต่ถ้าเป็นไฟเราจะทำยังไง เพราะไฟมันพูดน้อยมาก มันมีแค่แสง มีความสว่างของสี มีการเคลื่อนทิศทางไปมาได้นิดหน่อย แต่ต้องทำสิ่งที่มีเหล่านี้ให้เป็นฝนตกออกมา

เสน่ห์ของ lighting มันก็อยู่ตรงการเปลี่ยนไฟให้เป็นอารมณ์นี่แหละ มันคือการฝึกให้ตีภาพทุกอย่างออกมาเป็นอารมณ์แล้วแทนไปด้วยน้ำหนักแสง และน้ำหนักสี เราเรียกมันว่า “ภาษาไฟ” ก็ฝึกมาจนมาถึงตอนนี้ ก็ยังคิดว่าตัวเองยังไม่เก่งนะแค่เข้าใจแล้วว่ามันต้องทำยังไงมากกว่า ช่วงนี้ก็เลยเริ่มหันมาสนใจการออกแบบโครงสร้าง ก็คิดต่อมาจากปัญหาที่เราเจอคือทำไฟแล้วมันต้องฉายไปที่ไหน พอฉายไปที่โครงสร้างแล้วโครงสร้างมันไม่สวยเราก็รู้สึกว่าไฟมันไม่สวยตามไปด้วย

[Show Director + Lighting Director : The Voice Season4]

เพราะจริงๆไฟมันไม่ได้สวยด้วยตัวของมันเองแต่มันสวยด้วยของที่มันเข้าไปยิงใส่ ก็ลองทำนั่นทำนี่ต่อไปเรื่อย ๆ ทุกวันนี้เราทำคอนเสิร์ตเราจะขอทำทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ เราอยากให้มันออกมาเป็นการเล่าเรื่องเหมือนเป็นหนังสักเรื่อง พยายามฟังทุกเพลงที่ต้องทำดูว่าเพลงที่เราต้องทำมันเล่าเรื่องยังไง ก็ตั้งใจทำทุกงานให้ออกมาดี แล้วงานมันก็จะพาเราไปเรื่อย ๆ ก็ให้ชัดเจนกับความเป็นเรา คือหาให้เจอว่าเราชอบอะไรแล้วก็ให้เวลากับมัน ฝึกไป ทำการบ้านไปเรื่อย ๆ ทำทุกงานให้ออกมาดีด้วยความตั้งใจแน่วแน่จริง ๆ ไม่ว่าจะงานเล็กหรืองานใหญ่แค่ไหนก็ต้องใส่ความตั้งใจลงไปเท่า ๆ กัน

ถ้าสิ่งที่เราทำมันดีจริงสักวันมันจะมีคนเห็นแล้วเค้าจะยอมรับและให้เกียรติในความเป็นเรา มันต้องเสียเวลาอยู่แล้ว ชีวิตมันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวแบบที่อ่านเรื่องความสำเร็จของใครคนดังๆ ในหนังสือเราเห็นว่าเค้าทำสำเร็จมาแล้วอ่านจบเราจะสำเร็จตามไปด้วยหรอก เราต้องเจอมันเอง ผ่านเวลายากลำบากไปด้วยตัวเอง ซึ่งมันก็เป็นช่วงวัดความเป็นตัวเรา ความชอบของเราเองนี่แหละว่าชอบมันจริง ๆ หรือเปล่า แล้วสุดท้ายมันจะพาเราไปหาจุดที่งานเข้ามาหาเราให้เกียรติเรา เพราะเค้าอยากได้งานจากเราเพราะเราเป็นแบบนี้ของเราเอง.

ขอขอบคุณพี่ต้นและภาพจาก FB/DuckUnit ครับ

Related Content