ตามไปเสพ Jake Zyrus เจ้าของเสียงคุณภาพ

ตามไปเสพ Jake Zyrus เจ้าของเสียงคุณภาพ

วันเสาร์ที่ 20 มกราคม 2561 เวลาน่าจะประมาณทุ่มเศษ ๆ ในขณะที่ผมกำลังปั่นงานอยู่หน้าคอมของตัวเอง มือถือก็สั่นขึ้น เป็นการแจ้งเตือนข้อความจากแอพ Messenger จากบุคคลคนหนึ่งที่เป็นกูรูด้านภาษาไทยอย่าง ครูทอม-จักกรกฤต ชวนไปดูคอนเสิร์ต Jake Zyrus ตอนแรกเราก็จะปฏิเสธและขอบคุณครูทอมไปเพราะเห็นว่างานจัดที่ Hard Rock Cafe สยามนู่น คงไปไม่ทันเริ่มโชว์แน่ ๆ (คิดว่าตัวศิลปินจะขึ้นเร็ว)

แต่ครูทอมบอกว่า “โชว์ตั้งสี่ทุ่มกว่า ๆ ตอนนี้วงเปิดเล่นอยู่ จะมาก็ทัน” บวกกับความตื้อในหัวของตัวเองอย่างรุนแรง คิดงานไม่ออกทำให้เราต้องออกไปหาประสบการณ์ให้กับตัวเองซะหน่อย สุดท้ายเราตอบตกลงครูทอมว่าจะไปแบบไม่ลังเล จากนั้นบรรจงปิดคอมและแต่งตัวออกจากบ้านทันที หาเรื่องออกจากบ้านเฉยเลยครับ!

ยอมรับว่าตอนแรกเราไม่รู้จักเลยว่า Jake Zyrus นั้นคือใครและคิดว่าเราอาจจะไม่จอยกับคอนเสิร์ตก็ได้เพราะเราไม่รู้จักเพลงของเขา แต่ในระหว่างเดินทางบนรถตู้ก็ลองเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับเขาดูเป็นข้อมูลเบื้องต้น ปรากฏว่าตกใจมากเมื่อรู้ว่า Jake นั่นคือ Charice Pempengco ที่เรารู้จักในฐานะนักร้องที่ร่วมงานกับ David Foster คือเราไม่ได้ตามมานานมากจนมารู้ในวันนั้นแหละว่า Charice เปลี่ยนลุคตัวเองมาหล่อโคตร และก็อดที่จะตื่นเต้นที่จะได้ดูเธอร้องเพลงในคืนนั้น อยากถึงสยามเร็ว ๆ แล้วนิ

สองทุ่มกว่า ๆ มาถึงสถานที่จัดอย่าง Hard Rock Cafe ที่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนร้านนี้ บรรยากาศแบบเป็นกันเอง นั่งคุยกับครูทอมและเดอะแก๊งค์ของแกได้ซักพัก ตอนประมาณสามทุ่ม เซอร์ไพรส์เราอีกอย่างในคืนนั้นคือวง Stoic ที่เราติดตามตั้งแต่ก่อนประกวด Tiger Jams ครั้งที่ 2 จนได้เป็นศิลปินหน้าใหม่ที่ผ่านเข้ารอบ 3 วงสุดท้ายในเวที Centerstage ก็มาเล่นเปิดให้กับ Jake Zyrus ด้วยแหละครับ ดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรี Folk Rock ที่พาจม ล่องลอย หลอกหลอนนิด ๆ

สี่ทุ่มครึ่งได้เวลาที่ Jake Zyrus ขึ้นโชว์ เราลงมาจากชั้นสองมาจับจองโต๊ะข้างหน้าเวทีเพื่อที่จะได้ดูโชว์ชัดแบบ 4K แต่ติดตรงที่มุมเราจะมีเสาบังนิดนึง ต้องแหงนไปดู บรรยากาศในร้านคนไม่เยอะมาก อารมณ์เหมือนคลับต่างประเทศที่เราเห็นกันในหนังอ่ะ ฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเสียง ขนาดของร้านสามารถเข้าถึงได้ทุกคนเลยครับ

พอเริ่มแสดง ได้ยินเสียงครั้งแรก คือแบบเสียงเปลี่ยนไปคนละแบบจากที่เราเคยรู้จักเธอที่เป็น Charice ครับ เหมือนมีสวิตซ์สลับเสียงได้อ่ะ เลือกว่าจะเอาเสียงผู้ชายหรือผู้หญิง อันนี้เสียงมาแบบแมนเต็มตัวมาก แต่ก็ยังมีเสน่ห์ในเสียงแบบเก่าเจือปนอยู่ในนั้นด้วยครับ เปิดโชว์โดยนำเพลงฮิตของ Liam Payne อย่าง Strip that Down ต่อด้วย There’s Nothing Holding Me Back ของ Shawn Mendes ร้องทักทายแฟนคลับที่มารอดูในค่ำคืนนั้น ยังมีคัฟเวอร์เพลงอื่นด้วยนะ ทั้ง This Love - Maroon5, Love Yourself - Justin Bieber เพลงนี้เจคนั่งเก้าอี้ร้องครับ ให้อีกความรู้สึกเป็นกันเองและเหมือนกำลังนั่งร้องคาราโอเกะมาก ฮ่า ๆ และอีกเพลงนึงของ One Direction แต่เราจำชื่อเพลงไม่ได้ เราแทบไม่ได้ไปมองที่เวทีซักเท่าไหร่เวลาที่เจคร้อง จะหลับตาแล้วฟังมากกว่า เพราะไม่ได้มี Performance อะไรสักเท่าไหร่

จะมีช่วงพักเบรคจากการร้องเพลง เจคได้ทักทายคนดูอย่างเป็นทางการ โดยการขอบคุณทุก ๆ คนที่ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น และอีกหลาย ๆ อย่างที่เรารู้สึกว่า เออ พูดดีมาก แบบให้กำลังใจทุกคนที่อยู่ในงานครับ มีหลาย ๆ เพลงที่เราไม่รู้จักแต่ฟังแล้วรู้สึกเคลิ้บเคลิ้มถึงพลังเสียง ปิดท้ายโชว์ไปด้วยเพลงแดนซ์สุดฮิตของ Bruno Mars อย่าง 24k Magic ส่งท้ายแฟนเพลงกลับบ้าน เต้นยับส่งท้าย เราตะโกนด้วยว่าขอ One More Track เพราะรู้สึกว่าโชว์สั้นไปหน่อย แต่ไม่ทันเสียแล้วเจคลงเวทีมาถ่ายรูปและแจกลายเซ็นกับแฟน ๆ เป็นที่เรียบร้อย

แม้ว่าจะเป็นการมาดูคอนเสิร์ตในนาทีสุดท้ายของเราและรู้จักเพลงดังที่เจคนำมาโคฟเวอร์เพียงเท่านั้น แต่เราก็รู้สึกมีความสุขและ Enjoy ไปกับคอนเสิร์ตในครั้งนี้ครับ คงเป็นเพราะบรรยากาศที่ทุกคนรวมถึงตัวศิลปินเองมากันแบบสบาย ๆ เหมือนครอบครัวเดียวกัน ขอบคุณครูทอมที่ชวนมาดูของดีนะครับ และขอบคุณผู้จัดอย่าง JAMM ที่เอาศิลปินคุณภาพให้คนไทยได้ดูกันด้วยเน้อ

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก FB/ JAMM