OrLog In
Ghastly ดีเจสู้ชีวิตจนดังระดับโลก

Ghastly ดีเจสู้ชีวิตจนดังระดับโลก

สำหรับดีเจที่เราจะพูดถึงวันนี้ครับ ถ้าจะปล่อยผ่านไปก็คงจะไม่ได้แน่ ๆ เพราะเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเราได้ชมเซ็ตของเขาที่งาน 808 Festival ในความรู้สึกแรกตอนที่เห็นรายชื่อในไลน์อัพคือเฉย ๆ ดูก็ได้หรือไม่ดูก็ได้ แต่พอได้ยลโฉมเพียงครั้งนั้นก็ทำให้เราเปลี่ยนใจในทันควัน สมัครเป็นแฟนคลับเลย กลับมานั่งอ่านประวัติของนายคนนี้ นับถือในความมุ่งมั่นมานะจริง ๆ ผ่านอะไรมาเยอะมาก เลยอยากจะมาแชร์ให้ทุกคนได้รู้จักกับ Ghastly กันฮะ

Ghastly หรือชื่อสกุลจริงว่า David Lee Crow ดีเจและโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกัน แนวเพลงประจำของพี่แกคือ Bass House หากนึกไม่ออกว่าซาวด์มันเป็นไง ให้คิดถึงเพลงของ Jauz เพราะทั้งคู่เนี่ยเล่นแนวเดียวกันเลยครับ ในช่วงชีวิตก่อนมาเป็นดีเจเนี่ย จริง ๆ แล้วแกเป็นคนรักเสียงดนตรีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนะ แต่ตอนนั้นไปจับดนตรีแนวเมทัลก่อน ทำวงดนตรีแนวเมทัลกับเพื่อน ๆ แล้วก็ผันตัวออกมา แต่เขาก็ยังอยากทำอะไรที่มันเกี่ยวกับดนตรีอยู่ เลยไปนั่งศึกษาเพลงอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงยุค 2008 ได้ค้นพบว่า เฮ้ย! มันเพลงอะไรเนี่ย ซาวด์ไม่ใช่แบบ YMCA ที่รู้จักเลย คือชอบไง เริ่มเปิดใจรับแนวเพลงใหม่ตั้งแต่ตอนนั้น นี่คือจุดที่ทำให้ Ghastly พบกับดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์

อ้อ! ลืมบอกไปครับว่าที่บ้านของ Ghastly เนี่ยทำฟาร์มแกะ พูดง่าย ๆ คือเขาโตมาท่ามกลางฝูงแกะเลย ด้วยความที่บ้านของเขาการเงินเข้าขั้นวิกฤต ตัวเขาเองต้องย้ายออกมาจากบ้านมากิน ๆ นอน ๆ อยู่บนรถ ไม่มีเงินขนาดที่ว่านอนตามชายหาดและอาบน้ำที่ห้องน้ำสาธารณะเลยอ่ะ น่าสงสารมาก ไม่แค่นั้นน่ะสิ ขนาดไปได้งานขายเสื้อผ้าที่ร้าน Amercian Apparel แล้วแท้ ๆ ทำไปอยู่สองเดือนก็โดนไล่ออก โดยทางนั้นให้เหตุผลว่า เป็นเพราะว่าตัว Ghastly เป็นคนไม่มีบ้าน และแม้จะโชคดีได้เข้าไปทำงานกับ OWSLA ก็ตามแต่ก็ยังไม่รุ่งเรืองเท่าที่ควร ว่าแล้วก็กลับบ้านเกิดไปช่วยพ่อแม่ทำฟาร์มแกะดีกว่า

ชีวิตคนเรามันก็ต้องสู้ใช่มั้ยครับ กลับมาคราวนี้เขาปักหลักไปอยู่ Los Angeles ทำงานที่คลับ Exchange LA ในฐานะโปรโมเตอร์ก่อนที่จะพัฒนามาเป็น Resident DJ เล่นประจำอยู่ที่นั่น จนได้มาพบกับเพื่อนสาว Mija ทั้งคู่คุยกับอย่างถูกคอ และร่วมกันทำเพลงที่ชื่อว่า “Crank It” ส่งไปให้เจ้าของค่าย OWSLA อย่าง Skrillex ฟัง และได้เซ็นสัญญากับค่าย ทำให้เขากลับไปที่จุดเริ่มต้นของตัวเองอีกรอบครับ ไม่แค่นั้นครับเขาก็ยังมีโอกาสได้ทำเพลงกับค่ายอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Buygore ของ Borgore, Dim Mak ของ Steve Aoki หรือแม้กระทั่ง Mad Decent ของ Diplo ดังพลุแตกจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกแล้วในขณะนี้ครับผม

หลาย ๆ คนคงสัยว่านายนี่เคยทำเพลงเมทัลมาก่อนแล้วย้ายสายโดดมาทำอิเล็กทรอนิกส์แบบนี้เลย มันจะไม่โดดหรอ โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่ามันไม่ได้แตกต่างกันหรอก มันเป็นการเติมเต็มระหว่างสองแนวเพลงมากกว่า เพลงยังไงมันก็เพลง แต่ที่มันแตกต่างกันก็คือเครื่องมือในการทำเท่านั้นเองนั่นแหละ (มิน่าล่ะ ในเซ็ตของเขายังมีกลิ่นอายเพลงแนวเมทัลผสมมาหน่อย ๆ) สุดท้ายนี้ขอยกตัวอย่างในความพยายามและสู้ชีวิตของนาย Ghastly มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานให้ทุกคนได้ประสบกับความสำเร็จกันนะครับ

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก FB/ Ghastly