ชวนหลงใหลในซาวด์เพลงเป็นเอกลักษณ์จาก Flume

ชวนหลงใหลในซาวด์เพลงเป็นเอกลักษณ์จาก Flume

คือช่วงนี้เราฟังแต่เพลงของศิลปินท่านนี้แทบจะทุกวันจนอยากจะดูเล่นสดจนใจจะขาดแล้วเอย เขาคนนี้เป็นหนึ่งในศิลปินที่เราต้องดูในชีวิตนี้ให้ได้เพื่อปลดล็อค Achievement ในชีวิต ด้วยซาวด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ตอกย้ำแนวทางด้านดนตรีและไม่ว่าจะฟังในเพลงไหนก็ตาม วันนี้เลยจะมาแบ่งปันของดีให้ชาว JOOX รู้จักกับ Flume ครับ

Flume หรือชื่อจริงอย่างนาย Harley Edward Streten เป็นทั้งนักดนตรี โปรดิวเซอร์ และดีเจชาวออสเตรเลีย ปัจจุบันอายุ 26 ปีบริบูรณ์ เข้าสู่วงจรของเสียงเพลงตั้งแต่อายุ 13 ปี เริ่มจากการโปรดิวซ์เพลงด้วยตัวเองจากซอฟต์แวร์ที่แถมมากับกล่องอาหารเช้า สร้างขึ้นมาโดยที่โนสนและโนแคร์ในเรื่องของแนวเพลงใด ๆ ทั้งสิ้น โดยนำหลากหลายสรรพสิ่งที่เคยได้ฟังผ่านหูของเขามาประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่จนเกิดเป็นผลงานของตัวเอง จนช่วง 2010 เริ่มทำเพลงแนวเฮ้าส์ในนามว่า HEDS ประกอบไปด้วยเพลง Flow และ Fizz

อ้อ! ลืมบอกไปว่านาย Harley เนี่ยเขาเป็นนักดนตรีอยู่แล้วด้วย ตอนเก้าขวบก็เป็นมือแซ็คโซโฟนให้กับวงของโรงเรียน มันจึงไม่ยากเลยที่เขาจะต่อติดในเรื่องของเพลงด้วยตัวเอง

Flume ชื่อนี้เจ้าได้แต่ใดมา ?

Flume เป็นชื่อเพลงของ Bon Ivers เป็นเพลงที่เขาโปรดปรานมากที่สุด อีกทั้งมันยังดูสั้น ไพเราะ และหนักแน่นทุกตัวอักษรเมื่อมันอยู่บนโปสเตอร์หรือของที่ระลึกต่าง ๆ ของเขา นั่นเลยเป็นเหตุผลทำให้นาย Harley นำชื่อนี้มาตั้งเป็นนามปากกา

Harley เข้าสู่วงการเพลงแบบเต็มตัวในปี 2011 ด้วยการชนะจากการส่งเพลงประกวดกับค่าย Future Classic ค่ายเพลงชื่อดังของประเทศออสเตรเลีย จนได้เซ็นสัญญาออก EP. แรกในชีวิตโดยมีเพลงที่เขาส่งนั่นหละอยู่ในอัลบั้ม

จนถึงปี 2012 ก็ได้คลอดอัลบั้มเต็มแบบเสร็จสมบูรณ์โดยการที่เขาทำเพลงในเครื่องโน๊ตบุ๊คเขาเพียงอย่างเดียวและยังใช้ทุนที่ค่อนข้างต่ำในระหว่างทำอัลบั้มนี้ด้วย ได้นักร้องหลาย ๆ ท่านมาร่วมงานในอัลบั้มนี้ทั้ง Chet Faker, Jezzabell Doran, Moon Holiday, George Maple, T.Shirt ซาวด์ในอัลบั้มนี้ค่อนไปในทาง Direction เดียวกันแทบทั้งหมดที่เรียกว่า Future Bass ผสมผสานกับ Experiment สามารถบอกตัวตนในชื่อว่า Flume ได้เป็นอย่างดี ฟังเพลิดเพลินมากเหมือนเราหลุดล่องลอยอยู่ในอวกาศ

นอกจากนั้นเองยังมีอัลบั้ม EP. Lockjaw ที่ Flume และ Chet Faker ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานกันขึ้นมา หลังจากได้ร่วมงานกันในอัลบั้มเต็มของ Flume ซาวด์ของสองคนนี้มันค่อนข้างแตกต่างกัน ระหว่างอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นแบบเบสหนักและอิเล็กทรอนิกส์เนื้อชิว ๆ แต่เมื่อมันมารวมกันมันมีความลงตัวอย่างบอกไม่ถูกเลย

“Skin” อัลบั้มล่าสุดจาก Flume ที่ปล่อยออกมาเมื่อต้นปี 2016 ก็ยังคงสไตล์เพลงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเสียเท่าไหร่ มีการใส่ความป๊อบเข้าเพิ่มเข้าไป และยังปรับเปลี่ยนซาวด์บางเพลงมีความเป็น Electronic Pop ให้คนสามารถเข้าถึงมากขึ้นด้วย โดยก่อนหน้านั้นเขาปล่อย “Never Be Like You” ที่มีสาว Kai มา Featuring ได้เสียงตอบรับอย่างดีมาก รวมถึงซิงเกิ้ลที่สองอย่าง “Say It” ได้สาว Tove Lo มาร่วมเติมเต็มในเสียงร้องก็ฮิตถล่มทลาย และตัว Flume เองก็ได้ฐานแฟนเพลงเพิ่มขึ้นด้วยครับ และอัลบั้ม Skin ก็ชนะรางวัล Grammy Awards 2017 ในสาขา Best Dance/Electronic Album ด้วยหละ

รู้หรือไม่ ? ว่าตัวเขาเองเคยร่วมทำ Side Project กับเพื่อนเขาที่ชื่อว่า Emoh Instead (คนทางขวา) ในโพรเจกต์ที่มีชื่อว่า What So Not ในปี 2011 แต่สุดท้าย Harley ขอแยกเดี่ยวกลับไปทำ Flume เหมือนเดิม โดยให้เหตุผลที่ว่าแนวทางด้านดนตรีไม่เหมือนกัน

ในการแสดงสดของเขามีทั้งในรูปแบบที่เป็น DJ Set และ Live Set ด้วยกันครับ เพื่ออรรถรสที่แท้ทรูเราว่า Live Set นี่ควรค่าแก่การดูสุด ๆ เลยนะ (ได้แค่ DJ Set ก็หนำใจแล้ว!) ถ้าถามเราว่าทำไมต้องอยากดูอะไรขนาดนั้น อยากให้ท่านผู้อ่านเลื่อนกลับไปลองฟังเพลงของเขาดูครับ เราว่าโชว์ของผู้ชายคนนี้จัดอยู่ในขั้นที่ควรดูก่อนตายได้เลยนะ ถ้าอยากลองฟังซาวด์ที่แปลกใหม่และมีเสน่ห์น่าหลงใหล Flume เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของการฟังเพลงครับผม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก FB/ Flume