เปิดอัลบั้มของ Knife Party ดูโอ้ดีเจสายมัน

เปิดอัลบั้มของ Knife Party ดูโอ้ดีเจสายมัน

หากจะกล่าวถึงดีเจเปิดเพลงมัน ๆ ละก็ คู่ดูโอ้ Knife Party เป็นหนึ่งในชื่อที่เราจะนึกถึงแน่นอน พวกเขานั้นเป็นที่เลื่องลือ ระบือไกลมากกับการเล่นสดที่ว่ากันว่าคัดสรรเพลงมาเปิดชวนเหล่าคนบนฟลอร์กระโดดและโยกหัวอย่างสะใจ โดยมีการผสมผสานหลากหลายแนวเพลงเข้ามาในเซ็ตนอกจาก Dubstep ที่เป็นแนวเฉพาะของพวกเขา ทั้งคู่มีการออกอัลบั้มเยอะมากตั้งแต่ปีที่เริ่มฟอร์มวงกัน เราจะพาท่านผู้อ่านไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง โดยสามารถลองกดฟังพร้อม ๆ กับอ่านไปด้วยได้นะครับ

Knife Party เป็นการรวมตัวของ Rob Swire (ขวา) และ Gareth McGrillen (ซ้าย) ทั้งคู่นั้นรู้จักกันอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2002 จากการฟอร์มวงดนตรีแนว Electornic Rock และ Drum and Bass ที่มีชื่อว่า Pendulum ขึ้นมา วงนี้ก็เป็นที่รู้จักอย่างดีของชาวร็อคทั้งหลายเลย ซึ่งตัววงดนตรีเป็นงานหลักของพวกเขาครับ

ส่วน Knife Party เรียกได้ว่าเป็น Side Project ที่ตัว Rob และ Gareth ก่อตั้งขึ้นมาตอนปี 2011 โดยพี่ร็อบเนี่ยได้ทำการอัพตัวเพลงสั้น ๆ ลงไปบน SoundCloud ตั้งชื่อว่า “Not Pendulum” (ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่นะเข้าไปฟังได้) แฟน ๆ ต่างพากันตื่นเต้นกันใหญ่ในตอนนั้นว่ามันคืออะไร พี่แกจะเปลี่ยนมาทำแนวนี้เต็มตัวแล้วหรอ ? นอกจากจะได้ฐานแฟนเพลงร็อคจากกลุ่มคนฟัง Pendulum อยู่แล้ว พวกพี่แกยังขยายไปถึงฝั่งคนฟัง Electronic ให้เป็นที่รู้จักอีกด้วยแหละ เอาจริง ๆ เราก็รู้จักกับ Knife Party ก่อนนะแล้วมารู้ทีหลังว่าทั้งคู่ทำวงก่อนหน้านี้

ในปลายปี 2011 นั้นเองครับ การก่อกำเนิดของ Knife Party ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ EP. แรกในชื่อว่า 100% Modern Talking ได้ถูกปล่อยออกมาในรูปแบบที่เป็นดิจิตอล โดยสไตล์เพลงนั้นมีความชัดเจนมากในรูปแบบ Dubstep ซึ่งก็ได้กระแสนิยมค่อนข้างดีเลยทีเดียวครับ เพลงที่ยังคงฮิตมาจนถึงทุกวันนี้นั่นคือ Internet Friends ที่มีเสียงผู้หญิงพูดแบบติดหูว่า “You blocked me on Facebook and now you’re going to die” และอีกเพลงก็คงเป็น Destroy Them With Lasers ที่นำเสียงเลเซอร์ปิ้ว ๆ มาทำเป็นดนตรี Dubstep พร้อมกับเบสหนักหน่วงชวนโยกรุนแรง

เว้นห่างจากอีพีแรกไม่นานนักก็มีผลงานต่อเลยช่วงต้นปี 2012 พี่ร็อบแกโพสรูปผลงานในอีพีอัลบั้มชุดที่สองชื่อว่า Rage Valley โดยมีแคปชั่นบอกว่า “3 down, 1 to go” ใบ้เป็นนัย ๆ ว่ามีทั้งหมดสี่เพลงในชุดนี้ และถูกปล่อยออกมาในช่วงพฤษภาคมในปีนั้นเองครับ ในเรื่องของ Direction นั้นเรียกว่าแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากอีพีแรกเลยซักนิดเดียว โดยในอัลบั้มนี้มีเพลงฮิต Bonfire นอกจากจะติดหูคนฟังแล้ว ยังถูกนำไปประกอบในซีรีย์ชื่อดัง Breaking Bad ในซีซั่นที่ 5, เกมมวยปล้ำสุดดัง WWE 2K15 และสุดท้ายอัลบั้มนี้ติดอยู่ในชาร์ต Billboard 200 ด้วยนะเด้อ

เรียกได้ว่าสร้างผลงานแบบปีต่อปีเลยครับ กลางปี 2013 กลับมาพร้อมกับอีพีที่สามอีกแล้วครับท่าน ในอัลบั้มชื่อว่า Haunted House ซึ่งในอัลบั้มนี้ครับก็ทำซาวด์ในรูปแบบที่ลึกลับให้เข้ากับชื่ออัลบั้มซะหน่อย มาผสมผสานเข้ากับดนตรี Dubstep ที่เป็นดั่งเดิมอยู่แล้วที่เห็นชัดเลยจะเป็นเพลง Power Glove มีซาวด์แบบหนังสยองขวัญชัดมากในเพลงนี้และยังได้กลิ่นอายความเป็น Internet Friends ในอัลบั้มแรกมาด้วย แถมยังมีเพลง Internet Friends (VIP) ที่มีการเปลี่ยนท่อนดร็อปในช่วงท้ายให้มีจังหวะที่ยืดและมันส์กว่าในตัวที่เป็น Original Mix หลายขุม

ป.ล. จริง ๆ จะมีเพลง Baghdad ในอัลบั้มแต่ถูกเปลี่ยนในนาทีสุดท้ายเลยมีเพลง Internet Friends แบบ VIP เข้ามาแทนที่ครับ ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลอะไรถึงมาเปลี่ยนในตอนท้าย เลยทำให้อดฟังเพลงนั้นเลย

Abandon Ship คืออัลบั้มลำดับที่สี่ที่ออกมาในช่วงปี 2014 แต่ไม่ใช่ในรูปแบบ EP แล้วครับ ในครั้งนี้จัดเต็มกว่าเดิมมาเป็น LP เต็มอิ่มทั้ง 12 เพลง ความพิเศษของอัลบั้มเต็มนี้คือ Direction เรื่องของดนตรีมีความหลากหลายอยู่มาก ไม่ใช่เฉพาะ Dubstep เท่านั้น อย่างเช่น EDM Trend Machine มาในซาวด์ Groove House, Begin Agian ก็มีกลิ่นของความเป็น Progressive House อยู่สูงมาก, Micropenis ค่อนมาทาง Big Room และ Superstar ซาวด์ Disco ให้ความรู้สึกฟัง Draft Punk เลยแต่ช่วงท้ายตบเกียร์เปลี่ยนซาวด์ ส่วนในโหมดที่เป็น Dubstep เราเห็นว่า Boss Mode เนี่ยหละที่ฮิตติดหูเรามากและดีเจท่านอื่นก็ยังนำไปเปิดใน Festival

หลาย ๆ คนก็บอกนะว่าผิดหวังในอัลบั้มนี้เพราะอาจจะเป็นในเรื่องของทิศทางดนตรีที่มีหลากหลายและไม่ใช่แบบอัลบั้มอีพีก่อน ๆ จัดเต็มสะใจแทบทุกเพลง

หลังจากที่เราได้ฟัง Abandon Ship ไปเป็นที่เรียบร้อยและอย่างที่บอกเนอะว่าในอัลบั้มนั้นมีหลากหลายแนวเพลงที่ไม่ใช่ Dubstep เป็นทุนเดิมของดูโอ้คู่นี้ทั้งหมด ปี 2015 พวกเขาก็ออกอีพี Trigger Warning มาในทิศทางการผสมแนวดนตรีเหมือนเดิม มีชวนให้คิดถึง Pendulum นิดหน่อยโดยการใช้เครื่องดนตรีแจมเข้าไป และยังได้ Jauz (จอว์) มาเสริมทัพในการรีมิกซ์เพลง PLUR Police ปิดอัลบั้ม ซึ่งทำได้ดีในรูปแบบของพี่ฉลาม

ซิงเกิ้ล Battle Sirens เป็นการ Collaboration กันระหว่าง Tom Morello มือกีต้าร์หลากหลายโปรเจ็คและ Knife Party ถือว่าเป็นการรวมกันที่สามารถไปด้วยกันได้ระหว่างดนตรีสดและดนตรีสังเคราะห์ เพลงนี้ส่วนตัวเราชอบนะ แต่ซาวด์กีต้าร์ของพี่ Tom แกมันเด่นไปนิดนึงจนทำเราแทบลืมไปเลยนี่ตกลงเพลงใครกันแน่ หรือมันอาจจะเป็นซาวด์ที่ไม่คุ้นหูของดูโอ้คู่นี้เลยทำให้เราคิดแบบนั้นไป

แม้เราอาจจะได้เห็น Rob และ Gareth ในบทบาทของ Knife Party มากกว่างานหลัก Pendulum ก็ตามครับ แต่บอกไว้ก่อนเลยนะว่าถึงแม้ทั้งสองคนจะแยกตัวออกมาทำ Side Project วงก็ไม่ได้แตกไปไหน ยังคงมีเล่นเป็นวงบ้างหลังจากที่มีการกลับมารวมตัวกันอีกรอบเมื่อปี 2016 ที่งาน Ultra Music Festival Miami และอีกหลาย ๆ งานโดยมีคิวยาวไปถึง 2018 เลยครับ ยังไงก็ลองติดตามกันดูครับไม่แน่ว่าประเทศไทยเราอาจจะได้ยลโฉมทั้ง Knife Party และ Pendulum เลยก็เป็นได้

ขอขอบคุณรูปภาพประกอบจาก FB/ Knife Party