เปิดตำนาน Dream Theater ฉลองการมาไทยครับพ่อแม่พี่น้อง!

เปิดตำนาน Dream Theater ฉลองการมาไทยครับพ่อแม่พี่น้อง!

วะวะวะวะว้าวว! ในที่สุด Dream Theater วงดนตรีที่นักดนตรีทั่วโลกบูชาก็ได้เสด็จมาโปรดเหล่าสานุศิษย์สาขาประเทศไทยแล้ว ในงาน “DREAM THEATER Images, Words & Beyond 25th Anniversary Tour Live in Bangkok” ที่เพิ่งจบกันไปหมาดๆ นี่เองครับ

หลายคนโดยเฉพาะคนที่เล่นดนตรีน่าจะเคยได้ยินชื่อ Dream Theater กันมาบ้างแล้ว แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก วันนี้ผมได้เตรียมข้อมูลประวัติของวงที่เรียกได้ว่าเป็น “ยานแม่” แห่งเหล่านักดนตรีทั้งปวงแบบคร่าวๆ มารายงานให้ผู้อ่านได้รู้จักพวกเขาอย่างถึงพริกกันเลยครับผม!

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว (ปี 1986) ณ วิทยาลัยดนตรีเบิร์กเลย์ (Berklee College of Music) สามสหายนักศึกษาดนตรีร้อนวิชาได้รวมตัวกันก่อตั้งวงดนตรีชื่อ Majesty ขึ้น (แต่ต่อมาโดยฟ้องเพราะชื่อวงดันไปซ้ำกะวงอื่นเข้าเลยได้เปลี่ยนเป็น Dream Theater) โดยน่าจะมีแรงบันดาลใจทางดนตรีมาจากวง Progressive Rock รุ่นพี่ เช่น Rush, Mastodon, Yes และ อาจได้รับอิทธิพลจากวง Heavy metal อย่าง Iron Maiden เข้ามาร่วมด้วย และ บวกด้วยความเป็น “นักศึกษา Berklee” ซึ่ง Berklee นี่เป็นวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อลือชามากในเรื่อง “สอบเข้ายาก” (อัตรารับนศ. 32%) และมีการเรียนการสอนที่โหดหินเขี้ยวลากดิน ทำให้เกิดเป็นแนวดนตรีสุดล้ำสลับซับซ้อนอันเป็นลายเซ็นของวง Dream Theater ที่ยากจะหาใครเหมือนได้ขึ้นมา และนี่คือภาพของสหาย 3 ท่านนั้น

ดูรูปซ้ายนะครับ เรียงจากซ้ายไปขวา คือ John Pertrucci (มือกีต้าร์) Mike Portnoy (มือกลอง) John Myung (มือเบส) ซึ่งสามสหายนี่แหละ คือ เสาหลักแห่ง Dream Theater คิดพงคิดเพลงอะไรก็หลักๆ มาจากสามคนนี้ จนเวลาผ่านไปก็มีสมาชิกย้ายเข้าย้ายออกไปซึ่งถ้าเอามาเล่าเดี๋ยวจะยาวเกินเลยพักไว้แค่นี้ก่อน

Dream Theater ดังเป็นพลุแตกจากอัลบั้มในตำนาน “Images and Words” ซึ่งก็จะมีเพลงขึ้นหิ้งอย่างเช่นเพลงดังต่อไปนี้ครับ

จนปัจจุบันแม้เวลาล่วงเลยมากว่าสองทศวรรษ เพลงจากอัลบั้มนี้ก็ยังถูกนำมาเล่นใหม่และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากแฟนๆ เสมอ ถือว่าเป็นอัลบั้มในตำนานที่ต้องฟังจริงๆ ครับอัลบั้มนี้ นอกจากนี้ก็ยังมีอัลบั้มเด็ดๆ อีกหลายอัลบั้ม เช่น Metropolis Pt. 2: Scenes from a Memory (ซึ่งเป็นภาคต่อของเพลง Metropolis pt. 1), Six Degrees of Inner Turbulence, Train of Thought (อัลบั้มนี้จะออกเมทัลหนักๆสักหน่อย), Octavarium (อีกหนึ่ง Masterpiece), A Dramatic Turn of Events ฯลฯ

แต่เพลงที่ผมจะนำมารีวิวในบทความนี้ไม่ได้อยู่ในอัลบั้มนี้ครับ หากแต่อยู่ในอัลบั้มที่ 12 ของวงซึ่งก็คืออัลบั้ม “Dream Theater” ชื่อเดียวกับวง ซึ่งก็คือเพลง “The Enemy inside” นั่นเองครับ! เชิญฟังประกอบการรีวิวได้เลยครับ

เพลงเปิดมาด้วยริฟฟ์กีต้าร์สุดมันส์ ตามด้วยกลองที่เดือดและซับซ้อนค่อยๆ ไล่ขึ้นมา หลังจากโยกหัวตามจังหวะที่มันส์แต่ยังคงที่ได้แปปนึง เพลงก็โยนเราเข้าสู่อาณาจักรของความปั่นป่วนด้วยการเปลี่ยน Time Signature สลับไปมาบวกกับวิธีการเรียบเรียงดนตรีที่สลับซับซ้อนชนิดที่ใส่ยับแบบไม่เสียดายเงินค่าเรียนที่ Berklee เลยแม้แต่ปอนด์เดียว

หลังถูกบรรยากาศเพลงที่แสนซับซ้อนจับเหวี่ยงไปมาจนได้ที่ เพลงก็โยนเราเข้าสู่ช่วงของการเล่าเรื่อง

“Over and over again

I relive the moment

I'm bearing the burden within

Open wounds hidden under my skin”

จากท่อนนี้ดูเหมือนผู้เล่าเรื่องกำลังทุกข์ทรมานจากเหตุการณ์ที่เคยเจอบางอย่าง เหตุการณ์นั้นหนักหนาสาหัสมากราวกับแผลที่แอบซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังและมันกลับมาทำร้ายเขาเหมือนฉายซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า เหตุการณ์นั้นคืออะไร?

“Pain is real as a cut that bleeds

The face I see every time I try to sleep

Staring at me crying”

ในชั่วขณะที่แสนเจ็บปวดนั้น เขาเห็น “ใบหน้า”ของคนคนหนึ่งจ้องมาแล้วร้องไห้ ทุกครั้งๆ ที่เขาพยายามนอนหลับ (นึกภาพตามแล้วน่าขนลุกพอสมควรเลย)

“I'm running from the enemy inside

Looking for the life I left behind

These suffocating memories are etched upon my mind

And I can't escape from the enemy inside”

จนมาถึงในท่อนฮุค ดูเหมือนเขาคนนี้จะพยายามหนีจากความทรงจำที่แสนทรมานบางอย่าง ที่เขาไม่สามารถสลัดมันออกจากความคิดได้ เปรียบเหมือน “ศัตรู” ที่อยู่ข้างในใจไม่ว่าจะหนีไปทางไหนก็ไม่อาจหนีพ้น ช่างเข้ากับซาวด์เพลงที่มีท่อนจังหวะซับซ้อนสับสนตัดสลับกับท่อนที่เป็นจังหวะเร็วปั่นๆ โยกๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างแต่ยิ่งวิ่งก็ยิ่งพบแต่ความสับสนดักทางไว้หมด

“I'm a burden and a travesty

I'm a prisoner of regret

Between the flashbacks and the violent dreams

I am hanging on the edge”

ในความทรงจำที่ทรมานของเขาจองจำเขาไว้ราวกับนักโทษ แถมในความทรงจำนั้นยังมี ความรุนแรง (Violent) อยู่อีกด้วย น่าสงสัยว่าเป็นความทรงจำแบบไหนกัน ถ้าแค่จีบสาวแล้วนกไม่น่าจะมีความรุนแรงและกดดันมากมายขนาดนี้ได้

“Disaster lurks around the bend

Paradise came to an end

And no magic pill

can bring it back again”

ในท้ายที่สุดดูเหมือนเขาจะไม่สามารถหนีจากความทุกข์ทรมานเหล่านี้ได้ ที่น่าสนใจ คือ “ no magic pill can bring it back again” น่าจะตีความได้ว่าเขาจำเป็นต้องใช้ยาในการระงับอาการเหล่านี้ แสดงว่ามันไม่น่าใช้อาการเศร้าเสียใจธรรมดา แต่น่าจะเข้าขั้นเป็น “อาการทางจิต”ที่ต้องเทคยาเลยทีเดียว

ในตอนนี้เพลงได้ดำเนินมาถึงท่อนปั่นป่วนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งน่าจะเรียกว่าท่อน “มีอะไรใส่ให้หมด” ตามสไตล์ Dream Theater ทั้งกีต้าร์ กลอง เบส คีย์บอร์ด ไม่มีใครน้อยหน้าใครเลย ปล่อยของกันอย่างเต็มสูบ แต่ก็เรียบเรียงออกมาได้อย่างมีแบบแผน เป็นความวุ่นวายปั่นป่วนที่อยู่ในกรอบที่ขีดมาอย่างประณีตด้วยฝีมือของนักดนตรีชั้นครูทุกคนในวง โดยเฉพาะช่วงท้ายของโซโล่ที่เพื่อนในวงพร้อมใจกันลดบทบาทเพื่อช่วยส่งให้ John Pertrucci มือกีต้าร์คนแรกและคนเดียวของวง ได้บทเด่นวาดลวดลายโชว์โซโล่มหากาฬ พอฟังโซโล่ของป๋าแกแล้วได้ความรู้สึกแบบยานแม่มาที่แท้จริง แบบ โอ๊ยย จะเก่งอะไรป่านนั้น

เพลงดำเนินมาสู่ช่วงสุดท้ายที่ได้เสียงทรงพลังของ James Labrie มาช่วยส่ง ก่อนจะจบด้วยท่อนจบเท่ๆ ชนิดที่ฟังแล้วอยากลุกขึ้นยืนปรบมือให้ในความสามารถที่เหลือล้นจริงๆ

เอาล่ะครับ ต่อไปนี้จะเป็นการสรุปเนื้อเพลง สำหรับใครที่อยากคิดเองก่อนก็ข้ามบทนี้ไปเลยได้นะครับ แล้วค่อยมาดูเฉลยทีหลัง

ในตอนแรก MV เพลงนี้ถูกปล่อยออกมาเป็น Lyrics video ก่อนซึ่งใน MV ก็ไม่ค่อยช่วยในการตีความเท่าไรเพราะใน MV มีแต่คนหัวล้านวิ่งไปวิ่งมาหน้าโดนเซนเซอร์

ปล่อยให้แฟนๆงุนงงกันไป จนกระทั่งพักใหญ่ๆเลย จึงได้มี MV ที่แท้จริง (ที่ไม่ใช่ Lyrics Video)ออกมาทำให้แฟนๆ ถึงบางอ้อ

ใน MV ตัวนี้จะเล่าถึงชีวิตของทหารอเมริกันที่เข้าไปรบในสงครามแถบตะวันออกกลางแล้วกลับมาพร้อมกับอาการ PTSD (Post-traumatic Stress Disorder) หรือก็คือ "ความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ" เป็นอาการที่มักเกิดขึ้นกับทหารผ่านศึก (Veteran) หรือคนที่ผ่านประสบการณ์ที่รุนแรงกระทบกระเทือนจิตใจอย่างมาก

และในตอนท้าย MV การโปรโมทเว็บ www.saveawarrior.org ซึ่งเป็นแคมเปญของมูลนิธิช่วยเหลือทหารผ่านศึก นอกจากมีฝีมือฉกาจแล้วยังห่วงใยเพื่อนมนุษย์ด้วย ขอแสดงความนับถือจริงๆ กับวงนี้

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก FB/Dream Theater , www.dreamtheater.wikia.com