การทดลองที่ไม่สิ้นสุดของ Coldplay ใน Kaleidoscope EP

การทดลองที่ไม่สิ้นสุดของ Coldplay ใน Kaleidoscope EP

ถ้าจะถามถึงวงร็อครุ่นกลางที่คอเพลงหลายล้านคนทั่วโลกต่างรอคอยการกลับมาทุกครั้ง ชื่อของวง Coldplay คือวงแรกๆที่หลายคนนึกถึง จากวงที่พาตัวเองจากวงร็อคใต้ดินสู่วงที่สามารถจัดคอนเสิร์ตในสนามกีฬาที่บรรจุคนได้นับแสนคน เรียกได้ว่าในทศวรรษนี้ ชื่อของ Coldplay คือวงร็อคที่ยังครองใจแฟนเพลง หนึ่งสิ่งที่ทำให้แฟนเพลงของวงนี้ยังคงเหนียวแน่น เพราะวงยังออกผลงานอย่างต่อเนื่องและในแต่ละครั้งที่ปล่อยผลงานใหม่ๆ มันมีวิธีคิดที่ทั้งลองผิดและลองถูกอยู่ในงานเสมอๆ มาในปี 2017 นี้ Coldplay ก็ได้ปล่อยผลงานใหม่อย่าง Kaleidoscope EP ที่ยังคงน่าติดตามว่าทิศทางต่อไปของวงจะเดินไปในทิศทางไหน

Coldplay เป็นวงร็อคที่มีความเป็น Alternative–Rock และ Brit-Rock มาตั้งแต่จุดเริ่มต้น ฝีไม้ลายมือของแนวทางดนตรีในเส้นทางนี้อาจจางหายไปบ้างในหลายเพลงและอัลบั้มช่วงหลังๆ แต่ในการเจือจางนั้นไม่ได้ดำเนินไปเพื่อจะละทิ้งความสำเร็จของตัวเองที่ผ่านมา เพราะพวกเขายังคงสอดแทรกกลิ่นอายดนตรีดั้งเดิมที่พาพวกเขามาไกลจนถึงวันนี้ได้ มาใน EP นี้ สิ่งหนึ่งที่แฟนเพลงรุ่นเก่าของ Coldplay คงจะแอบดีใจอยู่ลึกๆ ก็คือพวกเขาย้อนกลับไปหารากเหง้าเดิมของความเป็น Alternative – Rock และ Brit - Rock ได้อย่างอลังการและยิ่งใหญ่มากๆ

All I Can Think About Is You

เป็นเพลงเปิดอัลบั้มที่ทำให้แฟนคลับรุ่นแรกๆ ของวงต้องดีใจ เพราะมันจัดเต็มของความเป็น Alternative–Rock และ Brit-Rock ได้อย่างถึงพริกถึงขิง สไตล์ดนตรีที่ค่อยๆดึงแฟนเพลงเข้าสู่บรรยากาศที่แปลกหู แถมด้วยเสียงร้องของคริส มาร์ติน ที่เป็นสไตล์การร้องที่มีเสน่ห์อย่างประหลาด และอีกหนึ่งแนวทางที่เพิ่มเติมเข้ามาและสร้างความน่าสนใจให้กับเพลงคือการใช้ลูกเล่นในทาง Post–Rock ซึ่งมันได้ทำให้เพลงนี้ของ Coldplay เป็นเพลงที่ทำให้เราได้กลิ่นบรรยากาศเก่าๆ เมื่อครั้งเราเคยเปิดเพลงของวงนี้ฟังและมันยังทำให้เราเห็นความกล้าที่จะทดลองในส่วนผสมใหม่ๆ ที่ยอดเยี่ยม

เมื่อมองไปถึงผลงานยุคหลังๆ ของ Coldplay มีหลายเพลงและหลายอัลบั้มที่ถูกนักวิจารณ์และคอเพลงหลายคนเหน็บแนมว่าพวกเขาได้ทิ้งความเป็นร็อคไป เพื่อสร้างงานที่ตามกระแสและเอาใจคนอื่นอย่างมาก แต่ดูเหมือนว่าทางวงจะไม่สนใจคำครหาดังกล่าว เพราะพวกเขามองว่าพรมแดนของดนตรีไม่ควรถูกจำกัดแค่แนวเพลงใดแนวเพลงหนึ่ง มันสามารถสร้างส่วนผสมที่แปลกใหม่ได้ และการลองผิดลองถูกเป็นสิ่งที่นักสร้างสรรค์ควรจะทำ

ใน EP นี้เราจะได้เห็นการทดลองของวงและความพยายามที่จะผสมแนวดนตรีต่างๆ เข้ามาด้วยกันอย่างน่าสนใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรกล่าวถึงเป็นอย่างยิ่ง

Miracles (Someone Special)

จะเป็นอย่างไรเมื่อแนวดนตรี Rock ผสมกับ Hip–Hop นี่คือโจทย์ที่น่าสนใจสำหรับเพลงนี้ เพราะในเพลงนี้เราจะได้เห็นลายเซ็นของความเป็นร็อคที่ยังคงเข้มข้นของ Coldplay อยู่ แต่ท่ามกลางเสียงกลองที่ดุเดือด เสียงกีต้าร์ที่สวิงสวาย ความเป็น Hip–Hop ก็ปรากฏเข้ามาในเพลงนี้ด้วยเสียงแรพเท่ห์ๆ ของแรพเปอร์ที่น่าจับตามองในช่วงเวลานี้อย่างหนุ่ม Big Sean มันจึงทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่มีมิติที่หลากหลายและน่าสนใจ

Something Just Like This (Tokyo Remix)

ถ้าจะถามว่ากระแสดนตรีในช่วงเวลานี้ แนวดนตรีใดที่ดูจะได้รับความนิยมอย่างสูง เชื่อว่าหลายคนต้องตอบว่าแนวดนตรี EDM มาในเพลงนี้ Coldplay ได้สร้างสิ่งที่ทั้งประหลาดใจให้กับแฟนเพลงเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาเอาความเป็น Rock มาซ้อนทับกับสไตล์ EDM ซึ่งได้ The Chainsmokers มาทำหน้าที่รีมิกซ์ให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่ลงตัวอย่างยอดเยี่ยม และสิ่งที่ดูเหมือนว่าสูตรของการผสมผสานนี้จะพอดิบพอดี เพราะมันทำให้เพลงร็อคเพลงนี้กลายเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่และเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะเล่นในคอนเสิร์ตเพื่อจะพาคนดูให้ถึงจุดพีคอย่างที่คอนเสิร์ตใหญ่ๆ ควรจะเป็น

เมื่อเราเปิดใจลองฟัง EP นี้ทั้งอัลบั้ม เราจะพบว่า Coldplay กำลังสร้างสมดุลระหว่างความเป็นร็อคและแนวดนตรีอื่นๆ อย่างน่าสนใจ กลิ่นอายของวงที่ยังคงตลบอบอวลไม่หายไปไหน เมื่อเราลองฟังเพลงทั้งอัลบั้มดีๆ จะพบว่า Coldplay ก็ยังคงเป็น Coldplay หากแต่เป็น Coldplay ที่เติบโตขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น พัฒนามากขึ้น และจากการไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่แบบนี้จะทำให้แฟนเพลงได้ฟังเพลงที่แปลกใหม่จากพวกเขาต่อไปเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก FB/Coldplay