การกลับมาในอัลบั้มใหม่ของ IU กับ Palette

การกลับมาในอัลบั้มใหม่ของ IU กับ Palette

ท่ามกลางศิลปินและไอดอลมากหน้าหลายตาในอุตสาหกรรมเพลงของเกาหลี โจทย์ที่ยากที่สุดของบรรดาค่ายเพลงทั้งหลายคือการปั้นนักร้องเดี่ยวให้ดังทัดเทียมกับบรรดาไอดอลวงต่างๆ แต่มีศิลปินอยู่หนึ่งคนที่เริ่มทำงาน solo มาตั้งแต่เริ่มเข้าวงการ ล้มลุกคลุกคลานมาก็หลายปี ก่อนจะกลายเป็นศิลปินหญิงเดี่ยวที่ทำยอดชาร์ตทำลายสถิติของเกาหลี พาเพลงทั้งอัลบั้มล้างชาร์ตได้ทุกชาร์ตของเกาหลี และกลายเป็นศิลปินที่นักวิจารณ์และคนในวงการบันเทิงต่างให้การยอมรับในเรื่องของการเป็นนักร้องและในด้านของการเป็นนักแต่งเพลง เธอผู้นั้นคือ IU ที่ในปีนี้เธอกลับมาทวงบัลลังก์เจ้าแม่ดิจิตอลชาร์ตกับอัลบั้มใหม่ที่ชื่อว่า Palette

เสน่ห์ที่คงเดิมและลูกเล่นใหม่ที่น่าติดตาม

สาว IU โด่งดังเป็นพลุแตกจากการทำเพลงในสไตล์ Pop–Musical ก่อนที่เธอจะค่อยๆค้นหาแนวเพลงที่เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวและกลายเป็นลายเซ็นจนแฟนเพลงต่างให้การยอมรับ นั่นก็คือแนวเพลงในสไตล์ Easy Listening ที่มีส่วนผสมของ Pop – R&B สำหรับในอัลบั้ม Palette นี้ เธอยังคงใช้ลูกเล่นและสไตล์ที่เธอถนัดได้อย่างเจนจัด แต่ก็ใช่ว่าเธอจะหากินแต่ลูกเล่นเดิมๆ ที่เธอชื่นชอบ เพราะในอัลบั้มนี้ เราจะได้เห็นการทำงานในสไตล์ใหม่ๆ ตั้งแต่ Hip–Hop ลูกเล่นในสไตล์ Electronic–Pop และการใช้เสียงสังเคราะห์เข้ามาทำให้เพลงในอัลบั้มของเธอแปลกหูและพัฒนาไปข้างหน้ามากกว่าเดิม

Palette

Ending Scene

ถ้าจะพูดถึงเพลงที่ดูเหมือนจะเป็นการพาเราย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่สาว IU เข้าวงการใหม่ๆ เพลง Ending Scene คือเพลงที่ให้ความรู้สึกแบบนั้น สไตล์ดนตรีในแนว Easy Listening ที่ผสมผสานความเป็น Ballad เข้าไปในน้ำเสียง ทำให้เพลงนี้เป็นเพลงที่เสมือน Back to Basic ของสาว IU หากแต่ในการย้อนกลับไปสู่รากเหง้าของเธอ สิ่งหนึ่งที่ดูจะเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ คือเทคนิคการเล่าในน้ำเสียงและเนื้อเพลงที่ทำให้ผู้ฟังมองความรักในมุมมองที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น พัฒนาการทางด้านอารมณ์ในการถ่ายทอดของสาว IU ในเพลงนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง

Can’t Love You Anymore

นอกจากสองเพลงข้างต้นที่เป็นเพลงเอกของอัลบั้ม เพลง Can’t Love You Anymore ก็เป็นอีกเพลงที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากการได้ร่วมงานกับนักร้องอินดี้สุดฮอตของเกาหลีอย่าง Oh Hyuk นักร้องนำจากวง Hyukoh อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สื่อมวลชนต่างจับตามอง คือ สไตล์ของเพลงที่เล่นกับสไตล์ดนตรีในแนวทาง Pop–R&B ได้อย่างเข้มข้น ตัวสาว IU เป็นที่รู้กันทั่ววงการว่าเธอมีเทคนิคการร้องในหลากหลายรูปแบบ แต่สำหรับหนุ่ม Oh Hyuk ที่ปรกติคอเพลงมักจะได้ยินการร้องในสไตล์ Indie–Rock เป็นส่วนมาก มาในเพลงนี้เขาจัดเต็มกับสไตล์การร้องในแนว Soul–R&B ที่เป็นลูกเล่นใหม่ๆ จนเรียกเสียงฮือฮาให้กับคอเพลงจนทำให้เพลงนี้โด่งดังและขึ้นชาร์ตตีคู่กับเพลง Palette ในอัลบั้มนี้

Jamjam

เมื่อเราฟังเพลงในอัลบั้มนี้ไปจนครบทุกเพลง เพลง Jamjam เป็นอีกเพลงที่สลัดหูออกจากหูได้ยากยิ่ง เพราะสาว IU ใส่ลูกเล่นและสไตล์ใหม่ได้อย่างครบรส ตั้งแต่แนวเพลงในสไตล์ Electronic–Pop ที่มีเสียงสังเคราะห์เท่ๆ ไปจนถึงการใส่เสียง Ambient สร้างบรรยากาศลึกลับและน่าค้นหา ปิดท้ายด้วยการร้องของสาว IU ที่ใช้เทคนิคแบบกึ่งแรพเข้ามา ทำให้เพลงนี้เป็นเพลงที่เราจะเห็นถึงการพยายามทดลองในสไตล์ใหม่ๆ ของสาว IU และเป็นสไตล์ที่ในอนาคตเราคาดหวังว่าเธอจะสร้างสรรค์ให้เราได้ฟัง

แนวคิดที่ตกตะกอนจนกลายเป็นผลงานที่ต่อยอดความสำเร็จ

โดยปรกติแล้วไอดอลและศิลปินของเกาหลีมักจะผลิตงานในลักษณะที่เรียกกันว่าเป็นรูทีน คือ ต้องมีผลงานใหม่ๆให้แฟนเพลงได้ฟังในทุกปี บางปีออกหลายครั้งหลายหน เพื่อไม่ให้แฟนคลับหายหน้าหายตาไป แต่ทฤษฏีดังกล่าวใช้ไม่ได้กับสาว IU ด้วยระยะเวลา 2 ปีกว่าจากอัลบั้มก่อน ทำให้ในอัลบั้มนี้เราได้เห็นแนวคิดทางด้านดนตรีที่ตกตะกอนของเธอมากยิ่งขึ้น และในช่วงเวลาที่เธอพักจากงานเพลง เราจะได้เห็นเธอเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ จากการโดดไปร่วมแสดงในซีรีย์หรือไปร่วมสร้างสรรค์งานเพลงกับศิลปินคนอื่นในหลากหลายแนว สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นการบ่มเพาะการทำเพลงให้กับสาว IU จนสามารถสร้างอัลบั้มที่กลายเป็นปรากฏการณ์ให้กับวงการเพลงเกาหลีอีกครั้งอย่างที่เธอเคยทำมาในอดีต

และจากความสำเร็จต่างๆ ที่เข้ามา ทำให้สาว IU อยู่ในจุดที่ไม่จำเป็นต้องสร้างงานเพื่อสร้างฐานแฟนคลับหรือสร้างงานที่เอาใจแฟนเพลงจนลืมตัวตนของตัวเอง เพราะในอัลบั้มนี้เราจะได้เห็นการกลับไปสู่รากเหง้าที่ไม่ใช่แค่เป็นการกลับไปเพื่อย้อนไปหาความสำเร็จเดิมๆ แต่มันเป็นการกลับไปเพื่อสำรวจและพาตัวเธอพุ่งทะยานไปสู่แนวเพลงใหม่ๆ การร่วมงานกับศิลปินเก่งๆ จนเราในฐานะของแฟนเพลงเกาหลีต่างต้องยอมรับในพัฒนาการที่เหนือความคาดหมายของเธอจนได้ เป็นอีกหนึ่งสาวที่เรารอคอยผลงานในอนาคตต่อไปเลยทีเดียว