มารู้จักกับ บาส-เทพวรรณ นักจัดปาร์ตี้สุดมันส์แห่ง ZAAP PARTY

มารู้จักกับ บาส-เทพวรรณ นักจัดปาร์ตี้สุดมันส์แห่ง ZAAP PARTY

สายปาร์ตี้ สายเที่ยว ทุกคนห้ามพลาดบทสัมภาษณ์นี้เป็นอันขาดเลยครับ เพราะเราได้มีโอกาสมานั่งคุยกับบุคคลที่เรากล้าเรียกเขาว่า "เจ้าพ่อ" ในด้านการจัดปาร์ตี้อย่าง บาส-เทพวรรณ คณินวรพันธุ์ CEO ของทีม ZAAP PARTY ที่สร้างความมันส์แบบเต็มพิกัดในเฟสติวัลที่เป็นที่รู้จักของวัยรุ่นไทยทั่วประเทศ เช่น Single Festival, Fullmoon Party Live In Bangkok, Spacejam, Waterzonic เรายอมรับเลยว่าตื่นเต้นมากที่ได้คุยกับบุคคลที่เป็นไอดอลให้วัยรุ่นหลายคน (รวมถึงเราด้วย) โดยวันนี้เราจะพาไปรู้จักตัวตน จุดเริ่มต้น วิธีคิดและวิธีการทำงานของเขากันครับ

เริ่มจากแนะนำตัวซักเล็กน้อยครับ

บาส: สวัสดีครับ ชื่อบาสครับ เทพวรรณ คณินวรพันธุ์ เป็น CEO ของ ZAAP PARTY ตอนนี้ แต่จริงๆก็เป็นทุกอย่างอ่ะ (หัวเราะ) จบจากธรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการละคอนครับผม

ตอนเรียนเป็นเด็กบ้ากิจกรรมมั้ยฮะ ?

บาส: บ้ามาก! จริงๆ ด้วยพื้นฐานเราเป็นนักบาสและฑูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ของมหาวิทยาลัย เราทำทุกอย่างเลยแหละเท่าที่เราทำได้ คือตอนมหาลัยเราค่อนข้างที่จะสุดมากๆ ในการใช้ชีวิต ซึ่งมันก็ส่งผลต่อเราในตอนนี้ ด้วยความที่เราทำหลายอย่างมาพร้อมกันตั้งแต่ตอนเรียนอ่ะ เลยทำให้เราบริหารจัดการงานหรืออะไรหลายๆ อย่างได้ง่ายขึ้น เป็นคนบ้าอ่ะ ส่วนนึงก็เพราะเราอยากเจอเพื่อนใหม่ๆ อะไรแบบเนี้ยด้วย

ช่วยเล่าจุดเริ่มต้นของ ZAAP ให้ฟังหน่อยสิครับ

บาส: จริงๆ ZAAP เกิดขึ้นตอนที่เราทำกิจกรรม เราเองเป็นคนขึ้นโปรเจกต์ว่าอยากจะทำอะไรเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่ประสบปัญหาอุทกภัยในตอนนั้น ก็เลยคิดว่าอะไรที่ช่วยทีนึงแล้วมันสามารถช่วยได้หลายๆ ที่ไม่ใช่เพียงที่เดียว เลยเสนอว่าจะทำ Charity Concert เพื่อเอาเงินไปช่วย 11 โรงเรียน ก็เลยคิดชื่อขึ้นมาในตอนนั้น เออ ชื่ออะไรที่มันยูนีคดีวะ เราก็เลยตั้งเป็น ZAAP Charity Concert เรารู้สึกว่าซาวด์ของมันเท่ดี มันเหมือนแซ่บๆ และหาดูได้ยาก

เลยเกิดขึ้นเป็น ZAAP Charity Concert ครั้งแรกที่หอประชุมธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มี Stamp, Scrubb, Armchair อะไรแบบเนี้ย แต่ปัญหาคือ จัดปั๊บ “เจ๊ง” ครั้งแรกล้มเละเทะเลย ติดหนี้พ่อก้อนแรกในชีวิตคือเก้าแสนบาทตอนปีสาม มันล้มเพราะตอนนั้นเรายังเด็กมากๆ เราไม่รู้กลุ่มเป้าหมาย ไม่รู้ว่ามีอะไรในมืออ่ะ เราไปฝืนธรรมชาติของมัน และบัตรราคาแพงมาก ด้วยความที่เราอยากทำบุญ เพราะเราคิดว่าถ้ามันประสบความสำเร็จ เราก็สามารถจะเอาเงินไปช่วยได้ทั้ง 11 โรงเรียน นี่เป็นบทเรียนเราจนถึงทุกวันนี้เลย และเราก็ดำเนินชีวิตที่ว่า..

“ต่อให้งานมันเจ๊ง แต่คนที่ทำงานกับเราก็ต้องได้รับผลประโยชน์ที่เขาควรได้”

หลังจากเหตุการณ์นั้น เราทำยังไงต่อครับ ?

บาส: ตอนแรกเราจะไปต่อในเชิงของ Charity Concert เหมือนเดิม แต่เราดันโชคดีที่ไปเจอรุ่นพี่ ชื่อพี่นัตตี้บอกเราว่า “ทำไมไม่ลองจัดปาร์ตี้ดู” ตอนแรกเราก็งงว่ามันคืออะไร เพราะว่าเราก็เคยแต่จัดเลี้ยงวันเกิด วันนึงก็ไปดูคอนเสิร์ต พี่นัตตี้เขาเป็นนักร้อง เขาก็พูดขึ้นมาว่า “ขอเสียงคนโสดหน่อย” เราก็ เฮ้ย! คนไทยให้ความสำคัญกับ Status แบบนี้อ่ะ เราก็เลยดึงความโสดมาเล่น เลยจัดปาร์ตี้คนโสดขึ้น คอนเซ็ปต์งานมันคือโสด ก็เลยคิด Dress Code มาเป็น “ไม่โสดขาวเหงาดำ” ชื่องานตอนนั้นคือ “เป็นโสดทำไม” จัดขึ้นที่ Virgin

เราคาดหวังคนมาร่วมงานแค่ 500 คน แต่คืนนั้นคนมางาน 4,000 กว่าคน นั่นแหละเลยเป็นจุดเริ่มต้นของ ZAAP PARTY พอทำครั้งแรกประสบความสำเร็จ สปอนเซอร์เขาแฮปปี้ เราก็ทำมาเรื่อยๆ มีตอนต่างๆมากมาย เลยถือกำเนิด Single Festival และงานอื่นๆ ขึ้นมาครับ

โดยพี่บาสยังเล่าให้ฟังต่อว่า..

บาส: จริงๆ พื้นฐานเราไม่ใช่สายปาร์ตี้ เราเคยทำมาครั้งแรกมันก็คือ Charity Concert ก่อน ฉะนั้นมุมมองของเรามันก็จะไม่ใช่สายปาร์ตี้จ๋าเหมือนทุกวันนี้ที่เขาเห็นกัน

แล้วสไตล์การทำงานของเทพวรรณล่ะ เป็นอย่างไรบ้างครับ ?

บาส: โห! ยากเลย (หัวเราะ) เราไม่รู้จะพูดสไตล์ไหนดี ด้วยความที่เราเรียนการละคอนมา เราจะเข้าใจพื้นฐานของแต่ละคน เราจะเป็นคนที่ขยันในเรื่องของการประยุกต์ และเราไม่เชื่อว่าอะไร “ใหม่” ในโลกนี้เลย สไตล์เราก็ง่ายๆ เลย เราจะหาสิ่งรอบตัวเราที่มีประโยชน์และเอามาประยุกต์ใช้ให้หมด ยกตัวอย่างงานของเรา Single Festival ก็มาจากสิ่งที่เราเห็นและปรับเปลี่ยนมาเป็นคอนเสิร์ต Fullmoon จัดที่พะงันเราก็ดึงเข้ามาใช้ที่กรุงเทพ Waterzonic เราก็แค่ไปเที่ยว RCA เห็นเขาเล่นน้ำเย็นๆ เราก็แค่เอาดนตรี EDM กับน้ำมาผสมกัน ทุกอย่างรอบตัวเราทั้งนั้นเลย นี่แหละสไตล์การทำงานเรา

อีกอย่างนึงคือเราเป็นคนน้ำไม่เต็มแก้ว เราจะฟัง เราจะเติมตลอด ทุกคนจะบอกเราเสมอว่าเราเป็นคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว แต่เอาจริงๆ นี่มันเพิ่งแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง

อะไรที่ทำให้แบรนด์ของ ZAAP มัดใจลูกค้า ?

บาส: เราเชื่อมาเลยว่าทุกสิ่งที่เราทำอ่ะ มันไม่ใช่เพียงแค่อย่างเดียว ถ้าถามว่าอะไร มันคงไม่ได้ตอบแบบ 1-10 ได้ ตั้งแต่เราเริ่มทำ ZAAP ครั้งแรก เรา Based On ลูกค้า ผู้ชม ผู้ให้โอกาส เราไม่ Based On ตัวเราเอง พอเราเป็นแบบนี้ มันเลยทำให้ทุกอย่างที่คิด เราก็จะคิดเพื่อเขา ถ้าพลาด เราก็จะรีบแก้ อะไรที่ดี เราก็จะทำให้ดีต่อไป อันไหนผู้ชมชอบแล้วมันต้องใช้เงินเยอะ เราก็ไม่ตัดทิ้ง เพราะเรารู้ว่าผู้ชมชอบ ถ้าเรารู้ว่าปลายทางที่เรากำลังไปมันคือผู้ชม ผู้สนับสนุน ทุกอย่างที่ให้โอกาสเรา เราก็จะทำทุกอย่างในการทำงานไปสู่พวกเขา หัวใจการทำงานของ ZAAP ที่ทำให้ผู้ชมให้โอกาสเรามาจนถึงทุกวันนี้ก็คือเราก็ตอบแทนทุกสิ่งที่เขาให้โอกาสเรา

อยากรู้ว่าจัง ว่าอะไรทำให้บาสหลงใหลดนตรี EDM ?

บาส: เราชอบเพราะว่ามันเล่นได้เยอะดี เล่นโปรดักชั่นได้เยอะ เล่นเอฟเฟ็คได้เยอะมาก ดนตรี EDM สำหรับเรามันไม่หยุดนิ่งและมันทำให้เราได้อะไรแปลกใหม่ โดยมันจะไปในเชิงของภาพมากกว่า อย่างเช่น Waterzonic, S2O หรืองานที่ผ่านๆ มา มันจะสามารถเล่นได้เยอะ เวที โปรดักชั่น เพราะอุปกรณ์ของดีเจมันมีไม่กี่อย่าง มันเลยทำให้เราคิดจะเล่นอะไรใหม่ๆ ได้บ้าง อย่างงาน Spacejam ที่ผ่านมาเราก็แจกแว่นด้วย เรารู้สึกเราสนุกอ่ะ เพราะเราได้หาความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆมาตลอด

จริงๆแล้วด้วยความที่มันหลากหลายของ EDM มันมีหลายแนว มีหลายอย่างที่อยากจะศึกษา เราเจอสิ่งใหม่ตลอดเวลา สามารถมีอะไรให้เราได้เติมไฟในชีวิตเราได้ทุกวัน นี่หละสีสันของดนตรี EDM

แล้วในมุมมองของผู้จัดคิดว่ากระแสดนตรี EDM ในบ้านเราตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ ?

บาส: ตอนนี้ผู้ฟังหลากหลายขึ้นเยอะมาก ขอใช้คำว่ามากเลยหละ บางคนเริ่มมารีเควสดีเจตัวใหม่ๆ แน่นอนหละ กระแสมันต้องมาจากตัวดีเจก่อน มันหนีไม่พ้นอยู่แล้ว เริ่มคนเห็นเปิดใจมากขึ้น เปิดหูมากขึ้นที่จะฟังอะไรใหม่ๆ ได้บ้าง ไม่ใช่เพียงแค่แนว Mainstream อย่างเดียว

บางคนก็มีมาบอกเรานะ ว่าทำไมเอาแต่สายแมสมา คือเราก็ไม่อยากหรอก แต่เอาจริงๆ มันก็ต้องไปคู่กันอ่ะ ธุรกิจกับความชอบต้องไปคู่กันให้ได้ เราเองก็ต้องหาตัวดีเจที่มันบาลานซ์กัน ถ้าสังเกตงานอย่าง Waterzonic หรือ Fullmoon เราก็ต้องหาตัวดีเจมาใหม่ๆ มาบ้าง ตัวที่เล่นอะไรแปลกๆ แต่สุดท้ายก็ต้องมี Mainstream สักตัวนึง ก็พยายามผสมกันไป บ้านเรากำลังโตมากๆ ในเรื่องนี้ครับ

อะไรคือความเสี่ยงในการจัดงานแต่ละครั้ง ?

บาส: โอ้ เสี่ยงทุกอย่างนะ เราเป็นออกาไนเซอร์ที่เคยเจอปัญหามาทุกรูปแบบเลย บัตรไม่เข้า ไม่ถึงเป้า ขาดทุนหลายล้านต้องทำยังไง เรารับมือมาหมดแล้ว งานยกเลิก งานเลื่อน เราเจอมาทุกรูปแบบแล้วอ่ะ ดีเจยกเลิกเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในชีวิตที่ควบคุมไม่ได้ เป็นความเสี่ยงที่ยากที่สุดเลย

แล้วการจัดการงานสเกลเล็กสู่เฟสติวัลใหญ่เป็นไงบ้างครับ ?

บาส: โอโห! รู้สึกเหนื่อยมาก เพราะเราเป็นคนที่พยายามหารอยรั่วทุกอย่าง และเฟสติวัลมันรอยรั่วเยอะมาก เกือบทุกอย่างเลย เพราะตอนนั้นที่เราทำงานสเกลเล็กๆ รอยรั่วมันก็น้อย พอมาทำสเกลใหญ่แบบนี้มันก็ต้องเหนื่อยขึ้นมากๆ แต่เราก็ชอบ เพราะรู้สึกว่างานไหนที่ไม่เหนื่อยก็อย่าไปทำเลย ถ้าเราเหนื่อย แสดงว่าเรามาถูกแล้ว ความเหนื่อยเกิดจากเราวิ่งหาคำตอบของคำถาม เราวิ่งหาเรื่อยๆ ขยันที่จะหาคำตอบ แสดงว่าเรามาถูกทาง ทำเฟสติวัลใหญ่มันเหนื่อยแน่ๆ ปัญหามันเยอะมาก สเกลมันใหญ่และมันยากที่จะควบคุม เรามีหน้าที่แค่คาดการณ์ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และจำข้อผิดพลาดมันไว้มาแก้ภายหลัง จากเล็กมาใหญ่ก็ต้องเจอปัญหาที่มันใหญ่ขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญเลยคือ “เราต้องไม่ยอมแพ้”

ตั้งแต่จัดงานมา งานไหนที่ท้าทายมากที่สุด ?

บาส: ท้าทายทุกงาน! คืองี้ งานออกาไนเซอร์ไม่เหมือนกับคนอื่นนะ มันเหมือนแทงหวยอ่ะ ไม่รู้จะถูกหรือไม่ถูก เราเชื่อว่ามันจะถูกหรือเราเชื่อว่ามันจะขายบัตรได้ มันก็ต้องไปให้ได้ มันอาศัยความเสี่ยงหมดเลย และบางงานก็ท้าทายมากกว่าที่เราคิด แต่มันคือสีสันของออกาไนเซอร์และมันทำให้เรากดอีโก้ตัวเองลง เพราะว่าเราเจอปัญหาไง เลยทำให้เราอยากแก้ปัญหานั้นเพราะเรารู้สึกยังไม่ดีพอ พอรู้สึกแบบนั้นเราก็อยากจะขยันทำงาน มันก็จะเกิดงานที่ดีขึ้นมาเรื่อยๆ

เคยคิดอยากย้อนวันวานกลับไปจัดในผับเหมือนเดิมมั้ยครับ ?

บาส: ถามโดนใจเรามากเลย คืออยากมากๆ เพราะ ZAAP โตมากับเด็กอีก Generation นึงและเด็กใหม่ๆ ก็จะเริ่มไม่รู้จักเราแล้ว เราอยากกลับไปจัดแบบนั้นนะ แต่มันมีข้อเสียคือ ผับโดนปิดไปเยอะ ที่ๆ เราเคยคุ้นชินมันก็ไม่มีแล้ว นี่คือปัญหาใหญ่เลย

เห็นว่าตอนนี้ขยายฐานสเกลงานไปประเทศเพื่อนบ้านด้วยเหรอครับ ?

บาส: ขยายไปพม่าครับ เราขายแบรนด์ไป แล้วเราก็ไปออกาไนเซอร์ให้ เราว่ามันก็ได้เห็นพฤติกรรมและรูปแบบการทำงานอีกแบบนึงครับ อย่าง Fullmoon Party ที่ย่างกุ้งเราไปทำโปรดักชั่นให้ เป็นหนึ่งงานที่คนชอบที่สุดเลย เราก็ยกรูปแบบจากกรุงเทพไปเลย แต่เขาลงทุนพลุมากกว่าเรานะ (หัวเราะ) สนุกดีครับ และตอนนี้ก็มีคุยกับเวียดนาม สิงคโปร์ เพิ่มด้วยครับ

ทำงานเยอะขนาดนี้ แบ่งเวลาพักผ่อนและดูแลสุขภาพยังไงครับ ?

บาส: เนี่ยตอนนี้แย่มาก ก็พยายามไปออกกำลังกายอยู่ คือเรา Work Hard, Party Hard, Play Hard เราทำทุกอย่างใช้ชีวิตสุด ตอนนี้อายุ 26 แล้ว เริ่มเบรคบ้างแล้ว เริ่มเที่ยวน้อยลง แต่เริ่มออกไปดูงานต่างประเทศเยอะขึ้น มันก็ถือเป็นการพักผ่อนอย่างนึง เริ่มแบ่งเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนเราไม่ค่อยแบ่งเวลาให้ตัวเองเท่าไหร่ เราจะมีแต่ งาน เพื่อน ปาร์ตี้ ดูงาน มันก็จะวนลูปอยู่แบบเนี้ย ร่างกายเริ่มแย่ลง ต้องถอยกลับไปดูแลบ้าง มันเหนื่อยว่ะ (หัวเราะ)

ถ้าไม่ได้จัดปาร์ตี้ คิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ?

บาส: รู้ป่ะว่าเราก็ตอบตัวเองไม่ได้เลย คือเราเป็นคนไม่เก่งเฉพาะทาง เราวาดรูปไม่ได้ เราทำอะไรไม่ได้เลย เรียกว่าเป็นคนไม่มีจุดเด่นของตัวเองอ่ะ ถ้าเราไม่ทำงานสายนี้ เราก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำอะไร เพราะว่าช่วงที่เราเรียนเราก็เริ่มทำ ZAAP แล้วอ่ะ เราไม่เคยคิดถึงงานอื่นเลย ถ้าหยุดทำ ZAAP เราก็ไม่รู้ว่าเราจะทำอะไรได้

วางแผนในอนาคตของ ZAAP ไว้อย่างไรบ้างครับ ?

บาส: ตอนนี้มีผู้ถือหุ้นเข้ามาเยอะ มีพี่ๆ ให้โอกาส เราก็อยากพัฒนางานของเรา ไม่ใช่เพียงแค่จัดอีเวนต์เท่านั้น ZAAP จะต้องเป็นเทรนด์เซ็นเตอร์ให้ได้ เราก็จะเป็นเทรนด์ให้เด็กรุ่นใหม่ อะไรที่มันดีเราก็จะนำเสนอให้เด็กรุ่นใหม่ทราบ ไม่ว่าจะผ่านทางไลฟ์สไตล์ กีฬา เพลง ปาร์ตี้ แฟชั่น ทุกอย่างเลย เราก็จะซัพพอร์ตให้เพื่อนเป็นกับเขาให้มากที่สุด และเราก็จะอยู่กับเขาไปเรื่อยๆ เราจะได้ไม่แก่

สุดท้ายนี้ฝากถึงชาว JOOX ที่กำลังอ่านอยู่หน่อยครับผม!

บาส: เราภูมิใจที่ JOOX มีในไทยนะ เรารู้สึกว่ามีความหลากหลาย มีทางเลือก ตราบใดที่เรามีทางเลือกให้ผู้ฟังเยอะ เราก็จะได้คนที่ฟังเพลงเยอะ มันจะส่งผลต่อหลายๆ อย่างเลย การฟังเพลงมันคือการพักผ่อน เราสามารถเลือกอะไรใหม่ๆ มาฟังได้ และส่งผลดีต่องานทุกๆ งาน ทำให้อุตสาหกรรมเพลงบ้านเรามันโต ขอบคุณ JOOX ที่มีทางเลือกให้ผู้ฟังเยอะขึ้นครับ สุดท้ายอยากให้ทุกคนติดตาม ZAAP ด้วยครับ ถ้ามีอะไรใหม่ๆ มา เราก็จะมานำเสนอนะครับ

>> ขอขอบคุณพี่บาสมากเลยครับที่สละเวลามานั่งคุยกับเรา และขอขอบคุณภาพประกอบจาก FB/ ZAAP, Channel [V] Music Thailand, Waterzonic, Fullmoon Party Live in Yangon <<