วงมาแรงแห่งยุค London Grammar

วงมาแรงแห่งยุค London Grammar

ในระยะประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะมีการศิลปินเดี่ยวและศิลปินกลุ่มหลากหลายวงที่ฝากผลงานได้น่าประทับใจให้กับวงการเพลงสากลทั่วโลกผ่านการทำงานแบบอินดี้และสามารถยกระดับตัวเองจนมีแฟนเพลงที่รอคอยผลงานใหม่ๆ อยู่เสมอ แถมยังเป็นวงที่ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากนักวิจารณ์และสื่อทางด้านดนตรีหลายแขนง และ London Grammar ก็เป็นหนึ่งในศิลปินกลุ่มข้างต้นที่ผลิตผลงานเพลงแล้วได้รับเสียงตอบรับที่ดี จนสามารถทลายเส้นแบ่งของการทำงานในแบบอินดี้และการทำงานแบบกระแสหลักได้

เส้นทางเริ่มต้นจากการส่งต่อผ่านโซเชียลมีเดีย

จุดเริ่มต้นของวงนี้ เกิดขึ้นจากการที่ Dan Rothman มือกีต้าร์ของวงได้รู้จักกับ Hannah Reid นักร้องนำของวงตั้งแต่ปี 2009 ตั้งแต่สมัยอยู่มหาวิทยาลัยน็อตติ้งแฮม ณ กรุงลอนดอน อยู่มาวันหนึ่ง Dan Rothman ก็ส่งข้อความไปทางเฟสบุ๊กถึง Hannah Reid ว่าเธออยากทำงานเพลงร่วมกับเขาหรือไม่ เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่แสนจะร่วมสมัยอย่างแท้จริง และหลังจากนั้นหนึ่งปี Dominic 'Dot' Major มือกลองและคีย์บอร์ดของวงซึ่งรู้จักกับ Dan Rothman มาก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว ก็ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวง

สำหรับชื่อวง สมาชิกทั้งสามคนเห็นตรงกันในการใช้ชื่อ London เป็นส่วนหนึ่ง ด้วยเหตุผลว่า ลอนดอนไม่ได้เพียงแค่บ่งบอกว่าเรามาจากไหน หากแต่ลอนดอนเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเป็นชื่อเมืองที่มีความสากลมากที่สุดเมืองหนึ่งของโลก จากนั้นในปี 2011 หลังจากที่พวกเขาทั้งสามคนจบการศึกษา พวกเขาก็ได้ย้ายเข้าสู่กรุงลอนดอนเพื่อเริ่มต้นในเส้นทางดนตรีของพวกเขาเอง London Grammar เข้ามาอยู่ภายการจัดการของ Conor Wheeler ก่อนที่ในปลายปี 2012 เพลงเปิดตัวอย่างเป็นอย่างทางการของพวกเขาอย่าง Hey Now ก็ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชน

สไตล์เพลงที่โดดเด่น

สไตล์เพลงของ London Grammar เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างแนวเพลงสมัยใหม่และแนวเพลงคลาสสิก ผสมผสาน Indie Pop ที่ใช้ลูกเล่นของความเป็น Dream Pop และ electronica เสริมเสน่ห์ของความเป็น Trip hop ซึ่งเป็นแนวดนตรีที่มีต้นกำเนิดในประเทศอังกฤษตั้งแต่ยุค 1990

การใช้ความโดดเด่นของเมโลดี้ในแบบ Pop ผสมกับ electronica และการใช้เครื่องดนตรีตามแบบฉบับดนตรีคลาสสิคทำให้แนวดนตรีนี้สร้างความแปลกใหม่และสร้างแรงบันดาลใจให้กับวงดนตรีอีกหลายวงทั่วโลก นอกจากนี้ในแต่ละบทเพลงของ London Grammar มักมีการใช้เสียง ambient มาสร้างความเฉพาะตัวได้อย่างน่าสนใจ

การทำงานเพลงของ London Grammar มักเกิดขึ้นจากงานในภาคดนตรีด้วยเปียโนหรือกีต้าร์ ผ่านเสียงร้องที่ดิ่งลึกของนักร้องนำอย่าง Hannah Reid พร้อมกับเนื้อเพลงที่สร้างผลกระทบทางอารมณ์ เพราะมันเป็นบทเพลงที่พูดถึงประเด็นร่วมสมัยของมนุษย์ในทั่วทุกมุมโลกอย่างการพูดถึงความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นของคนๆนึงที่เข้ามาในชีวิตของเรา จากส่วนผสมที่ลงตัวของเนื้อเพลงที่พูดถึงความสัมพันธ์ของคนผสมผสานกับงานในภาคดนตรีที่ทลายเส้นแบ่งระหว่างความเป็นดนตรีในยุคโมเดิร์นกับยุคคลาสสิก ทำให้ London Grammar สร้างบทเพลงที่ได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์และแฟนเพลงทั่วทุกมุมโลก

ผลงานตลอดระยะทาง

ตลอดระยะเวลาการทำงานตั้งแต่ปี 2012 จนถึงปัจจุบัน London Grammar มีผลงานสตูดิโออัลบั้ม 1 อัลบั้ม คือ If You wait ซึ่งเป็นผลงานในปี 2013 โดยที่อัลบั้มนี้มียอดจำหน่ายที่สูงถึงสามแสนก็อปปี้ และหลังจากปล่อยอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรก ทางวงก็ได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตตามประเทศต่างๆ เริ่มตั้งแต่ในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศทั่วโลก

จากปี 2013 จนถึงปี 2017 ทางต้นสังกัดและวงก็ได้ประกาศถึงการกลับมาของอัลบั้มใหม่ ซึ่งมีชื่อว่า Truth Is a Beautiful Thing ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ยังคงความเฉพาะตัวของวงในงานภาคดนตรีได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ เสน่ห์ของแนวดนตรีที่ใครต่อใครเมื่อฟังก็รับรู้ได้ว่าเรากำลังฟังเพลงของ London Grammar ลูกเล่นทางดนตรีในแนว Dream–Pop ที่เติบโตขึ้น การใช้ดนตรีเครื่องสายอย่างมีชั้นเชิง การใส่ ambient ที่เรียกได้ว่าเก๋เป็นอย่างมาก ทำให้อัลบั้มนี้แฟนเพลงได้เห็นพัฒนาการที่มากขึ้นของวง พร้อมกับเพลงเปิดตัวอย่าง "Rooting for You" และเพลงในอัลบั้มที่ปล่อยต่อๆ กันมาอย่าง "Big Picture" และ "Truth Is a Beautiful Thing"

ปรัชญาความรักคือเสน่ห์ของวง

สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเสน่ห์และลายเซ็นที่ยากจะหาใครทัดเทียมได้ของวงนี้ คือ ความหมายและเนื้อหาของเพลง วงนี้ขึ้นชื่อเรื่องของเนื้อเพลงที่พูดถึงความรักในหลากหลายมิติและเก็บทุกรายละเอียดของความรักได้อย่างหมดจด มันจึงได้กลายเป็นภาพจำและเสน่ห์ที่ทำให้แฟนเพลงจดจำและนึกถึงพวกเขาเสมอ ดังจะเห็นตัวอย่างได้ผ่านบทเพลงเหล่านี้...

Oh Woman Oh Man

เป็นเพลงช้าที่มีเนื้อหาเศร้าและลึกซึ้งเป็นอย่างมาก มันเป็นบทเพลงที่พูดถึงความเป็นชายและหญิงที่เต็มไปด้วยรายละเอียด เสียงไวโอลินที่บาดลึก ผสานเข้ากับเมโลดี้ของเปียโนและการใช้ทำนองที่มีความร่วมสมัย ทำให้บทเพลงนี้เปรียบเสมือนภาพตัวแทนที่ไม่ได้ชี้ชัดจนเกินไปของชายและหญิงเมื่อเขาทั้งคู่ต่างเข้าสู่วงโคจรแห่งความรัก

Truth Is a Beautiful Thing

เป็นเพลงช้าอีกเพลงที่เสมือนภาพลักษณ์ของวงที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก เพลงช้าที่มีเนื้อหาเจ็บปวดและงดงาม มันเป็นเพลงเศร้าที่เหมือนฉุดรั้งให้เราจมจ่อมลงสู่ท้องทะเลลึก เสียงกลองที่ดูคลับคล้ายคลับคลาเสียงเต้นของหัวใจ งานในภาคดนตรีที่จัดหนักจัดเต็มของการใช้เพลงในสไตล์ Trance ได้อย่างทรงประสิทธิภาพ

Big Picture

เป็นเพลงรักที่หนักหน่วงและมีเนื้อหาทิ่มแทง ตั้งคำถามกับความรักที่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงให้อยู่แค่ความรักของชายหญิงเท่านั้น หากแต่ยังรวมไปถึงความรักได้อย่างหลากหลายมิติและเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ ด้วยการใช้เทคนิคและสไตล์ของ Psychedelic rock และ Pop มันจึงสร้างบรรยากาศและภาพลักษณ์ที่ล่องละลอยให้กับตัวเพลง เข้ากับเนื้อหาและความหมายของบทเพลงเป็นอย่างมาก

นอกจาก 3 เพลงที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น เพลงของ London Grammar อีกหลายบทเพลงได้ส่งต่อและทำให้เห็นแง่มุมความรักที่ราวกับเป็นบทกวี เพลงรักบนโลกใบนี้มีนับสิบล้านเพลงตั้งแต่อดีตและปัจจุบัน แต่สิ่งที่ทำให้เพลงรักของ London Grammar กลายเป็นที่จดจำมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือมันเป็นเพลงรักที่ดิ่งลึกและสร้างภาพจำลองที่ร่วมสมัยของปรัชญาความรักของคนในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

If You Wait - London Grammar