จากวรรณคดีไทย สู่ความเท่ผ่านบทเพลงในแบบ “The Rube”

จากวรรณคดีไทย สู่ความเท่ผ่านบทเพลงในแบบ “The Rube”

คำว่า Rube เป็นคำสแลง แปลว่าติดดิน ง่ายๆ เติม The เข้าไปข้างหน้าเป็น “The Rube” เหมือนเป็นการทำงานแบบเรียบง่าย สบายๆ ที่อธิบายมานี้ไม่ได้มาสอนภาอังกฤษแต่อย่างใดนะคะ แต่กำลังจะบอกว่านี่คือที่มาของชื่อวงดนตรีที่กำลังมาแรงในขณะนี้

The Rube (เดอะ รู๊บ) เริ่มต้นจากคนที่รักในเสียงดนตรี มารวมตัวกันผ่านการชักชวนของ จุ๊บ ธีรวงศ์ วัฒนาจารุพงศ์ (กีตาร์) โดยสมาชิกอีก3คน คือ เก็ท ศิวพงษ์ เหมวงษ์ (ร้องนำ) น็อต ทรงพล ศรีสะอาด (เบส) และ เจน ณัชรพงศ์ วัฒนาจารุพงษ์ (กลอง) ทั้ง4คนเรียนที่คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เหมือนกัน ก่อนจะประกวดวงดนตรีและเข้ามาอยู่ในค่าย สไปร์ชซี่ ดิสก์

พวกเขาขอให้นิยามในแนวเพลงว่า ไทยประยุกต์ร่วมสมัย (Modern Tradition) คือการนำเอาวัฒนธรรมเพลงไทยในแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การฉ่อยและลูกทุ่งมาผสมผสานเข้ากับดนตรีไทยและสากล ร่วมกับเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ของ เดอะ รู๊บ ทำให้เพลงออกมามีเสน่ห์น่าฟัง

กลับมาคราวนี้พวกเขาเปิดอัลบั้ม Thai – Machine (ไทย – แมชชีน) ด้วยเพลง “I'm sorry (สีดา)” กับการสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการดนตรี โดยนำเนื้อเรื่องจากวรรณคดีไทย “รามเกียรติ์” มาเล่าผ่านบทเพลง และสานต่ออัลบั้มนี้อย่างต่อเนื่อง กับเพลง “Fin วันทอง” เล่าถึงความรู้สึกของ “ขุนช้าง” ที่มีความคิดถึง “วันทอง” นางอันเป็นที่รักจนสุดหัวใจ เน้นการถ่ายทอดอารมณ์ ท่วงทำนอง และเชื่อมโยงการใช้คำให้เข้ากับการใช้ชีวิตในสังคม แต่ยังคงจุดเด่นในการร้องแบบไทยเดิมไว้ ผสมกับจังหวะและเนื้อร้องในสไตล์ Hip-Hop ของเป้ วงมายด์ ที่มาร่วมฟีเจอร์ริ่งกับเพลงนี้

หลังจากที่ “ I'm sorry (สีดา) ” ถูกปล่อยออกมาจนได้รับความนิยมอย่างมาก สังเกตได้ว่าวรรณคดีไทยได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น มีเพลงในลักษณะนี้ถูกทำออกมาให้เห็นบนโลกโซเชียลอย่างแพร่หลาย อาจเรียกได้ว่าพวกเขาคือวงดนตรีอีกวงหนึ่งที่เป็นไอดอลและแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ อยากจะผลิตผลงานเพลงออกมาได้ดีและมีคุณภาพเช่น “เดอะ รู๊บ”

Fin (วันทอง) feat. MildVocalist - The Rube

ขอบคุณภาพจาก Facebook The Rube Band